ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และระงับการเจรจาสันติภาพกับกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ (อีแอลเอ็น) ซึ่งเขากล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ตามแนวชายแดนไร้กฎหมายที่ติดกับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าโคเคนของประเทศ
ความไม่สงบครั้งล่าสุดถือว่าเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่กองกำลังติดอาวุธปฏิวัติโคลอมเบีย (ฟาร์ก) ตกลงที่จะวางอาวุธเมื่อปี 2559 โดยเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับโคลอมเบีย หลังสงครามที่ยาวนาน 50 ปี ซึ่งแม้ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เมืองส่วนใหญ่เกิดความสงบสุข แต่กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม ยังคงต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงพื้นที่ชนบทอันห่างไกล ที่เต็มไปด้วยทุ่งโคคา ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของโคเคน
อนึ่ง อีแอลเอ็น ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2507 โดยบาทหลวงคาทอลิกเอียงซ้าย และฝ่ายกบฏคอมมิวนิสต์ เป็นกลุ่มติดอาวุธขนาดใหญ่ที่สุด ด้วยสมาชิกประมาณ 6,000 คน และพวกเขายังคงเคลื่อนไหวในโคลอมเบีย รวมถึงทั้งสองฝั่งของพรมแดนเวเนซุเอลา
“นับตั้งแต่การปลดประจำการของกลุ่มกบฏฟาร์ก ในปี 2559 อีแอลเอ็นก็ขยายและรวมอำนาจของตนเองอย่างต่อเนื่องในเวเนซุเอลา และเขตชายแดนของโคลอมเบีย ซึ่งอุปสรรคเดียวที่เหลืออยู่ในภูมิภาคสำหรับอีแอลเอ็น คือ “แนวรบที่ 33” (33rd Front) หรือกลุ่มต่อต้านฟาร์ก” กลุ่มวิจัยอาชญากรรมในลาตินอเมริกา “อินไซต์ ไครม์” ของสหรัฐ ระบุบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์
ทั้งนี้ อีแอลเอ็นถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายเริ่มการสู้รบหลายครั้งในปัจจุบัน ด้วยการโจมตีกลุ่มผู้ต่อต้านฟาร์ก และพลเรือนในภูมิภาคกาตาทุมโบ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโคลอมเบีย แม้กลุ่มปฏิเสธว่าไม่ได้โจมตีพลเรือนก็ตาม
เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานอัยการโคลอมเบีย ออกหมายจับแกนนำอีแอลเอ็น 31 คนอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกระงับหลังกลุ่มเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลโบโกตา ในปี 2565
ขณะเดียวกัน โคลอมเบียก็มีแก๊งค้ายาเสพติดที่มีชื่อว่า “กัลฟ์ แคลน” (Gulf Clan) ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตกองกำลังกึ่งทหารฝ่ายขวา ที่ต่อสู้กับกองโจรฝ่ายซ้ายในช่วงทศวรรษที่ 1990 ก็ร่วมมือกับผู้ค้ายาเสพติดในบางครั้ง ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ประมาณการเมื่อปี 2566 ว่า กัลฟ์ แคลน มีสมาชิกมากถึง 6,000 คน และเป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายโคเคนรายใหญ่ที่สุดของโลก
นอกจากนี้ กลุ่มย่อยของฟาร์กจำนวนหนึ่ง ยังแยกตัวออกจากกลุ่มกบฏขนาดใหญ่ที่สุดของโคลอมเบีย ก่อนการบรรลุข้อตกลงสงบศึก ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ถอนตัวออกไปในช่วง 3 ปีหลังจากนั้น
สำหรับกลุ่มต่าง ๆ ที่แตกแขนงออกไป ซึ่งอ้างว่าให้การสนับสนุนในนามของคนจนในชนบท แต่กลับถูกกล่าวหาว่าต่อสู้เพื่อกรรโชกทรัพย์เป็นหลัก ก็รวมตัวกันเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ เซกุนดา มาร์เกตาเลีย และคณะเสนาธิการกลาง (อีเอ็มซี).
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



