ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และราคาถูกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ดาหน้าถล่มเศรษฐกิจไทยมานับสิบปี ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลแก้ไม่ตก เพราะหากออกมาตรการที่เข้มงวดเกินไปอาจกลายเป็นหยิกเล็บเจ็บเนื้อ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยโดยรวม ต้องพึ่งพาพี่ใหญ่จากแดนมังกรมหาศาล ทั้งการส่งออกสินค้าเกษตร การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การลงทุน 

ดังนั้นไทยจึงต้องชั่งใจให้ดี หากเทคแอ็กชันรุนแรงเกินไป อาจถูกแรงเหวี่ยงตอบโต้กลับมา จนกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสียก็อาจเป็นไปได้ เพราะอย่าลืมว่าพี่เบิ้มอย่างจีนนั้นถือเป็นมหาอำนาจในซีกโลกตะวันออก เพราะทั้งจำนวนประชากรที่มีมากที่สุด ทั้งขนาดของเศรษฐกิจที่มีขนาดมหึมา

ปัญหาใหญ่แทรกอีก

อย่างไรก็ตามความวัวยังไม่ทันหาย!! ความควายก็แทรกเข้ามาอีก เพราะอีกฟากหนึ่งของโลก คือประธานาธิบดีสหรัฐอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ประกาศจุดไฟ “สงครามการค้า” ระลอกใหม่ ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนทันที 10% แบบประมาณว่า “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” เพราะผลที่เกิดขึ้น อาจทำให้ปัญหาสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดไทยและทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแหวกแนว หรือแปลกประหลาดใด ๆ ที่จะได้เห็นการเรียกร้องของบรรดาภาคเอกชน ที่ส่งเสียงเตือน ส่งเสียงร้องให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกทางเร่งรับมือ เร่งแก้ปัญหาในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว

เนื่องจากสินค้าที่จีนผลิตได้มหาศาล จะส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่จีนได้ดุลการค้าสูงสุดยากขึ้น ทำให้พี่ใหญ่จีนต้องหาทางระบายสินค้าไปประเทศอื่น โดยมีจุดหมายปลายทางสำคัญเป็นชาติในเอเชีย และอาเซียน ซึ่งหนีไม่พ้นไทย ที่มีช่องทางจำหน่ายโจ๋งครึ่ม ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ แถมการขนส่งก็ทำได้สะดวกโยธิน วิ่งผ่านลาวเข้าชายแดนไทยนครพนม มุกดาหาร ส่งถึงมือลูกค้าเพียง 5-6 วัน 

กระทบการผลิต-จ้างงาน

เรื่องนี้สร้างความกังวลใจให้กับภาคเอกชนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ต้องออกมาตั้งโต๊ะแถลงแสดงความห่วงใยต่อสงครามการค้า ครั้งที่ 2  ที่เกิดขึ้น โดยมองว่าการที่สหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าต่อกลุ่มประเทศเป้าหมายทั้ง เม็กซิโกและแคนาดา ประเทศละ 25% และจีนอีก 10% จะมีผลลบให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 68 แย่ลง และฉุดกระทบต่อการค้า จีดีพีในปี 69 มากขึ้นไปอีก แม้ว่าในเวลานี้ประธานาธิบดีทรัมป์ จะชะลอการขึ้นภาษีสินค้าจากเม็กซิโกไว้ก่อนแล้วก็ตาม เพราะอ้างว่านโยบายนี้ได้ผลชะงัด เพราะทำให้การขนส่งสินค้าต้องห้ามข้ามแดนมาจากเม็กซิโกนั้นลดน้อยถอยลงไปทันที

ไม่เพียงแค่นั้น ความขัดแย้งและการกีดกันสินค้าจากต่างชาติของสหรัฐ ในรูปแบบต่าง ๆ ยิ่งจะเป็นตัวแปรที่คอยเร่งให้สินค้าจีนก้าวเข้ามาแย่งตลาด และกระทบต่อภาคการผลิตของไทยที่ปัจจุบันย่ำแย่อยู่แล้วให้แย่หนักลงไปอีก โดยเฉพาะสินค้าจากจีนที่ล้นตลาดจากปัญหาสงครามการค้าและการแยกขั้ว  ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการจ้างงานของไทย รวมถึงเกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง

สินค้าไทยหลายกลุ่มโคม่า

จากการศึกษาผลกระทบดังกล่าวตามข้อเสนอในสมุดปกขาวของ กกร. โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่า กลุ่มสินค้าสำคัญไทยที่อาจได้รับผลกระทบมากจากปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้ามา ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องนุ่งห่ม แก้วและกระจก เป็นต้น 

ขณะเดียวกัน หากย้อนไปดูตัวเลขปัญหาสินค้าที่นำเข้ามาในไทยก็มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้ไทยขาดดุลการค้าของไทยต่อจีนมานานร่วม 10 ปี และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเมื่อปี 60 ที่ผ่านมา ไทยขาดดุล 14,733 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 61 ขาดดุลเพิ่มเป็น 19,586 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 62 ขาดดุลมากขึ้นอีกเป็น 21,101 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาในปี 63 แม้ไทยขาดดุลลดลงเหลือ 19,987 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็เป็นเพราะอยู่ในช่วงการระบาดโควิด จีนปิดประเทศ แต่พอกลับมาเปิดประเทศใหม่ ในปี 64 ไทยก็ขาดดุลแบบพุ่งพรวด 29,492 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปี 65 ไทยขาดดุลเพิ่มเป็น 36,336 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และปี 66 ก็ขาดดุลเพิ่มอยู่ที่ 36,633 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือคิดเป็นเงินบาทตก 1.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของงบประมาณประเทศทีเดียว

ขาดดุลหนักที่สุดแล้ว

ส่วนปี 2567 แม้คนไทยตระหนักปัญหาสินค้าจีนไม่ได้มาตรฐานเข้ามาตีตลาด ทำให้รัฐบาลต้องมีการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมี พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหมู่ ขึ้นมาปราบปรามอย่างจริงจัง พร้อมกับยกระดับความเข้มข้นการใช้กฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับสินค้าน้ำเข้าอีคอมเมิร์ซตั้งแต่บาทแรก โดยไม่มีการยกเว้นสินค้าที่ราคาต่ำกว่า 1,500 บาทอีก รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้า และเข้มงวดมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม

แต่ปรากฏว่าไม่ได้ช่วยให้ปัญหาการขาดดุลการค้าของไทยต่อจีนลดลงเลย มิหนำซ้ำตัวเลขที่ออกมาในปี 67 ไทยยังทำสถิติขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขการค้าระหว่างกัน ไทยสามารถส่งออกไปจีนได้ 35,243.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับนำเข้าจากจีนที่ 80,608.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยขาดดุลจีนเพิ่มเป็น 45,364.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของงบประมาณประเทศเลยทีเดียว

ท็อปลิสต์สินค้าขาดดุล

เมื่อส่องดูสินค้าที่ไทยขาดดุลจากจีนสูงสุด ซึ่งนำข้อมูลมาจากกระทรวงพาณิชย์ พบว่า อันดับหนึ่ง คือ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรมและส่วนประกอบ 4,961 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาเป็นเครื่องรับวิทยุโทรศัพท์ โทรเลข โทรทัศน์ 4,313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องรับ-ส่งสัญญาณและอุปกรณ์ติดตั้ง 2,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหล็ก 2,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อหรือป้องกันวงจรไฟฟ้า 2,034 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อหรือป้องกันวงจรไฟฟ้า 1,866 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องจักรไฟฟ้าอื่น ๆ และส่วนประกอบ 1,855 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แผงวงจรไฟฟ้า 1,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์โลหะทำด้วยเหล็ก 1,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องพักกระแสไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 1,594 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก 1,514 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ทำจากพลาสติก 1,514 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  วงจรพิมพ์ 1,463 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เป็นต้น 

เห็นได้ว่า ปัญหาสินค้าจีนถล่มไทย ไม่ใช่เรื่องเล็กที่รัฐบาลจะแก้ไขแบบลูบหน้าปะจมูกได้อีกต่อไป แม้จริงอยู่ สินค้าที่ไทยขาดดุลจากจีนจำนวนมากจะเป็นเครื่องจักร สารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิต แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามีสินค้าหลายชนิดที่เป็นคู่แข่งสินค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์สมาร์ตโฟน เครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงเหล็กที่ทำให้โรงงานไทยปิดตัวไปแล้วจำนวนมาก เนื่องจากสู้ต้นทุนจีนที่ต่ำกว่าไม่ไหว  

ปัญหาสินค้าจีนจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไขกันจริงจังกว่าที่เป็นอยู่!! เพราะลำพังแค่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องในประเทศก็ทำให้คนทำมาค้าขาย โรงงานภาคการผลิตย่ำแย่อยู่แล้ว หากรัฐบาลคุมไม่อยู่ ปล่อยให้สินค้าจากจีนเข้าแย่งตลาดสินค้าไทย เท่ากับว่าเป็นการซ้ำเติมธุรกิจไทยให้เจ็บหนักขึ้นไปอีก จนรายเล็กรายกลางล้มหายตายจากอยู่ไม่ได้ และถึงวันนี้ ต่อให้รัฐแจกเงินหมื่นอีกกี่รอบก็ไม่น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นได้แน่!!.