แต่จริง ๆ แล้ว  ข้อมูลจาก โกโกลุก ประเทศไทย ผู้พัฒนา แอปพลิเคชัน ฮูส์คอลล์ ได้เปิดรายงานประจำปี  2568 พบว่า ความพยายามก่อเหตุของมิจฉาชีพยังคงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คนไทยตกเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ของสายโทรศัพท์มิจฉาชีพถึง 39 ล้านครั้ง และ เอสเอ็มเอส มิจฉาชีพอีก 134 ล้านข้อความ

 โดยเดือนธันวาคมถือเป็นช่วงที่พบการก่อกวนสูงสุด โดยพบว่า 27% ของสายโทรศัพท์ และ 52% ของ SMS ถูกยืนยันแล้วว่ามาจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุตัวตนไม่ได้ รวมทั้งสแปมและมิจฉาชีพ  และยังพบ 7 หมายเลขมิจฉาชีพ ที่โทรฯ ออกจำนวนมาก เพียงหมายเลขเดียวโทรฯ ออกได้มากกว่า  800,000 ครั้ง

ซึ่งปริมาณระดับนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้ระบบโทรฯอัตโนมัติและอุปกรณ์ระดับคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพเท่านั้น นอกจากนี้มิจฉาชีพได้เปลี่ยนแปลงในยุทธวิธีทางเทคนิค โดยลิงก์อันตราย 37% เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ฟิชชิงที่ออกแบบมาเพื่อดักจับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลธนาคาร หรือรหัสโอทีพี

ในขณะที่ 32% เป็นมัลแวร์ที่มุ่งเข้าถึงอุปกรณ์เพื่อรับโอทีพี และดูดข้อมูลธนาคาร และยังหลบเลี่ยงระบบกรอง เอสเอ็มเอสของผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยเอสเอ็มเอสของ มิจฉาชีพถึง 85% ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการพนัน ใช้อีโมจิ อักขระพิเศษหลากภาษา และการบังข้อความเพื่อหลบจากระบบตรวจจับอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังมีการแอบอ้างสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มีสัดส่วน 4% ของการแอบอ้าง และเมื่อรวมกันฟิชชิงและมัลแวร์คิดเป็น 69% ของ ยูอาร์แอล  มิจฉาชีพทั้งหมด

แมนวู จูประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย บอกว่า  ภาพรวมของภัยมิจฉาชีพ และแก๊งสแกมเมอร์ ที่ได้หลอกลวงคนทั่วโลก พบว่าปัจุบันมิจฉาชีพได้พัฒนาเป็นศูนย์รวมเครือข่ายขนาดใหญ่ มีความซับซ้อนสูง และได้ขยายรวมศูนย์มิจฉาชีพในระดับอุตสาหกรรมหลายร้อยแห่ง หรือเรียกว่า โรงงานมิจฉาชีพมีทั้งชั้นปฏิบัติการโทรฯ คู่มือสคริปต์ ทีมข้อมูล รวมถึงระบบรับคน ฝึกอบรม และบังคับใช้กฎระเบียบภายใน ดำเนินการไม่แตกต่างจากองค์กรธุรกิจ

สอดคล้องกับ พล...ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญา กรรมทางเทคโนโลยี 1  (ผบก.สอท.1) บอกว่า ปัจจุบัน มิจฉาชีพจะใช้ 3 ช่องทางในการหลอกลวง คือ 1.โทรศัพท์ คือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรฯ เข้ามาหา 2. ส่งเอสเอ็มเอส และ 3. โซเชียลมีเดีย  โดยใช้จิตวิทยา ในการหลอกล่อ ซึ่งสถิติการแจ้งความออนไลน์ ในปี 68 ที่ผ่านมา มีคดีทั้งหมด 3.8 แสนคดี เฉลี่ย 1,045 คดีต่อวัน รวมความเสียหาย  25,195 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 69 ล้านบาทต่อวัน

โดยคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า มากสุด  52 %  รองลงมา หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน จำนวน 8.6% และหลอกให้กู้เงิน 6.3%  ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อประมาณ 64%  และอายุที่ถูกหลอกมากที่สุด คือ กลุ่มวัยทํางาน เพราะเข้าถึงการลงทุน และเป็นกลุ่มคนที่มีเงิน

วิวัฒนาการการหลอกลวงสมัยก่อน เป็นการหลอกตัวต่อตัวไม่ใช่มืออาชีพ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติไปแล้ว ใช้เอไอวิเคราะห์แล้วจู่โจมโดยเลือกเป้าหมาย  ใช้ซิมบ๊อกซ์ส่งเอสเอ็มเอส ไม่ผ่านค่ายมือถือ ยิงตรงเข้ามาหาผู้ใช้มือถือ และความฉลาดของอุปกรณ์นี้ สามารถแปลงชื่อของผู้ส่งข้อความ หรือ   Sender Name  ได้หมด ทั้งของค่ายมือถือ ธนาคาร และข้อความที่ส่งยังไปต่อกับเอสเอ็มเอสของจริงด้วย ทำให้หลาย ๆ คนตกเป็นเหยื่อ

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกต่อว่า  ขณะเดียวกันการใช้สื่อสังคมออนไลน์ หลอกลวงก็มากในทุกแพลตฟอร์ม มีการเลี้ยงเป็นฟาร์ม ทําเหมือนสิ่งมีชีวิตไปแล้ว  คือ ฟาร์มอวตาร หรือแอ็กหลุม เข้าไปกดไลก์ ไปคอมเมนต์  และก็ใช้เอไอปลอมเสียง ปลอมภาพวิดีโอ เพิ่มความเนียนในการหลอกลวงมากขึ้น เป็นวงจรวิวัฒนาการของสแกมเมอร์ ทำเป็นรูปแบบบริษัท  มีบอสใหญ่เป็นคนจีนเป็นนายทุน มีผู้จัดการทั่วไปในการวางแผนจัดการทั้งหมด ขณะที่บอสใหญ่มีหน้าที่ไปเช่าพื้นที่ในตึกต่าง ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ที่หลอกคนไทยอยู่ที่ปอยเปต และปัจจุบันหลังไทยตัดน้ำตัดไฟ ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตบริเวณชายแดน ทำให้แก๊งมิจฉาชีพก็มีการขยับเข้าไปข้างในจนถึงบริเวณชายแดนเวียดนาม เรียกว่า แก๊งสแกมเมอร์อยู่รายล้อมไทยตามแนวชาย แดนเพื่อนบ้าน

ขบวนการเหล่านี้มีการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ คนโทรฯหลอกเหยื่อ คนนำเงินออก งานระบบ การฝึกอบรม การเขียนสคริปต์เพื่อใช้หลอก ซึ่งจากที่ได้สอบสวนคนไทยที่เคยไปทำงานกับแก๊งเหล่านี้ บอกว่าจะมีผู้จัดการคอยดูวันไหนยอดตก ก็มีประชุมเร่งรัดยอดรูปแบบบริษัท มีวันหยุดคือวันอาทิตย์ รายได้รวมประมาณแสนกว่าบาท และช่วงนี้น้ำมันแพงก็จะเปลี่ยนมาใช้เรื่องน้ำมันหลอกให้กดลิงก์ กลุ่มมิจฉาชีพจะมีปฏิทินโจร ใช้มุกหลอกล่อกับช่วงเวลา  เช่น ปีใหม่ไทย ตรุษจีน สงกรานต์ ฯลฯ

พล...ศิริวัฒน์บอกต่อว่า การหลอกลวงพวกนี้อยู่ในฝั่งกัมพูชา ส่วนฝั่งไทยเป็นเรื่องการถอนเงิน บัญชีม้า เวลาตำรวจจับผู้ร่วมขบวนกลางในไทยจะได้ในกลุ่มบัญชีม้า แต่ต้นตอจริง ๆ อยู่ต่างประเทศ การแก้ปัญหาต้องใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ  ไทยได้ทำเอ็มโอยูกับกัมพูชา แต่การแก้ปัญหาไม่คืบ ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร จึงต้องใช้วิธีโลกล้อมกัมพูชา ดึงประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ หรือเป็นผู้เสียหาย ร่วมกดดัน ขณะเดียวกันทางคนไทยต้องมีความตระหนักรู้ น่าจะถึงเวลาที่จะต้องมีการบรรจุเรื่องนี้เป็นวิชาบังคับ ตั้งแต่ประถมศึกษาให้คนไทยรู้เท่าทัน เพราะวันนี้ทุกวัยถูกหลอกหมด เพียงแต่ว่าใครจะมีีภูมิคุ้มกัน

“ทุกวันนี้ พวกมิจฉาชีพจะหาวิธีมาหลอกตามจิตวิทยาที่เราขาด เช่น เราไปงานแต่ง เราไปโพสต์ ไปงานแต่งงานเป็นได้แค่แขกรับเชิญ โจรก็รู้ว่าเราขาดความรัก ก็จะเข้ามาหาเข้ามาจีบคุยเรื่องความรัก หรืออยากรวย ก็จะมาหลอกเรื่องลงทุน โจรจะวิเคราะห์เราในสิ่งที่เราขาด มันคือ Social Engineering  หรือ วิศวกรรมสังคม ใช้จิตวิทยาหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสำคัญ”

สุดท้ายแล้ว หากเรา  ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”  ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อได้!!.

จิราวัฒน์ จารุพันธ์