ทั้งนี้ กับภัยไซเบอร์ที่เป็นข่าวล่าสุด นี่ก็ยิ่งสะท้อนว่า… “อาชญกรรมไซเบอร์” ยังไม่หายไปจากสังคมไทย แม้จะดูเบา ๆ ลงไปก็ตาม โดยปัญหาที่ยังคงน่าเป็นห่วง นั่นก็คือ “การขโมยตัวตน” หรือ “ขโมยอัตลักษณ์ดิจิทัล” เพื่อนำไปใช้หวังผลบางอย่าง โดยเฉพาะใน “เชิงชู้สาว” หรือ“หลอกลวงทรัพย์สิน”
ที่ในภาษาอังกฤษมีคำใช้เรียกพฤติกรรมนี้
ด้วยคำเรียกว่า… “แคทฟิชชิ่ง (Catfishing)”
เกี่ยวกับการ “ขโมยอัตลักษณ์ดิจิทัล–สวมรอยตัวตนคนอื่น” นั้น ในอดีตที่ผ่านมาไทยก็เคยเป็นกระแสครึกโครมมาแล้วหลายครั้ง อาทิ กรณี “ผู้ขโมยเป็นคนใกล้ชิดเหยื่อ–เป็นคนในครอบครัวเหยื่อ!!”… จนเป็นกระแสอื้ออึง เช่น เมื่อ “แม่สวมรอยเป็นลูกสาว!!” ที่มีการ “ใช้รูปลูกเป็นเหยื่อล่อ!!” เพื่อดึงดูดหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ให้รู้สึกสนใจจนตัดสินใจเข้ามาพูดคุยเพื่อสานสัมพันธ์ ก่อนเรื่องจะแดงเพราะความแตกทีหลัง ซึ่งพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวในภาษาอังกฤษมีการใช้คำเรียกว่า… “แคทฟิชชิ่ง (Catfishing)” ที่หมายถึง“ขโมยอัตลักษณ์ของผู้อื่น” ซึ่งเป็นหนึ่งใน“พฤติกรรมเชิงลบที่ไม่ดี”

ทั้งนี้ ที่มาของ “รูปแบบพฤติกรรมเชิงลบ” ดังกล่าว “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้เคยมีการสะท้อนถึง “ที่มา” ของคำ ๆ นี้ไว้ ที่วันนี้จะขอพลิกแฟ้มชวนมาย้อนดูข้อมูลเรื่องนี้ เพื่อย้ำเตือนให้สังคมต้องระวังภัยรูปแบบนี้กันอีกสักครั้ง โดยคำว่า “แคทฟิช (Catfish)” นั้น ต้นกำเนิดคำ ๆ นี้มาจาก “ชื่อภาพยนตร์สารคดีอเมริกัน” ที่ฉายเมื่อปี ค.ศ. 2010 ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกพี่ชายและเพื่อนแอบถ่ายทำขณะที่กำลังสร้างความสัมพันธ์โรแมนติกกับหญิงสาวบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ จนนำสู่การบัญญัติศัพท์คำว่า… “Catfishing”
เพื่อใช้อธิบายกิจกรรมหลอกลวงรูปแบบหนึ่ง
เป็นพฤติกรรมที่มีอยู่จริง ๆ ไม่ได้มีแค่ในหนัง
ขณะที่ในทางจิตวิทยานั้น… “พฤติกรรม Catfish-Catfishing” มีข้อมูลระบุว่า… เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง โดยการ “ชอบขโมยอัตลักษณ์บุคคลอื่นเพื่อนำไปแอบอ้างเป็นตัวเอง” นั้น… มักจะเกี่ยวข้องกับ “ภาวะทางจิตใจที่ซับซ้อน”และอาจ“มีแรงจูงใจเบื้องหลังกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม” ดังกล่าวขึ้นมา ได้แก่… 1.จากความต้องการหลีกหนีจากความเป็นจริง เนื่องจากคนที่ขโมยอัตลักษณ์คนอื่นมาใช้เป็นตัวเองอาจกำลังมีความรู้สึก เช่น ไม่พอใจในชีวิต ไม่พอใจรูปลักษณ์ หรือสถานะตนเอง จึงสร้างโลกในจินตนาการขึ้นที่ตัวเองเป็นที่ต้องการและน่าดึงดูดใจ โดยใช้ตัวตนของคนที่ดูดีกว่า…
2.จากความต้องการการยอมรับ เช่น… อยากได้รับความสนใจและความรักจากหลายคน แม้จะมาจากการหลอกลวงก็ตาม เพราะในแง่ความรู้สึกแล้วการทำนี้สามารถเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่า หรือความรู้สึกไร้ค่าในใจได้ และ 3.จากความต้องการใช้ชีวิตผ่านผู้อื่น ที่อาจเกิดมาจากความรู้สึกในใจที่อยากใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากเป็น โดยผ่านตัวตนของคนอื่น ซึ่งอาจจะสะท้อนถึง ความเสียใจ–ความไม่สมหวังในอดีต ของคนที่มีพฤติกรรม Catfish …นี่เป็นแง่มุมจิตวิทยาของพฤติกรรมนี้
นอกจากเรื่องแรงจูงใจแล้ว… คนที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ยัง อาจเข้าข่ายเป็นผู้ที่ “มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ” ด้วย เช่น… อาจ มีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง หรืออาจ มีความต้องการเป็นที่ชื่นชมในระดับสูงกว่าปกติ รวมถึงยัง อาจจะเข้าข่ายผู้ที่ “มีบุคลิกภาพแบบฮิสทริโอนิก” เช่น… ต้องการเรียกร้องความสนใจ อยากให้ตนเองเป็นศูนย์กลางความสนใจทั้งหมด หรือผิดปกติเกี่ยวกับการแสดงอารมณ์ ที่มีลักษณะตื้นเขินและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว… และนี่เป็น “แรงจูงใจ–ปัจจัย” ที่อาจจะเป็นตัวกระตุ้น ทำให้มีนิสัย“ชอบแอบอ้างเพื่อเป็นคนอื่น”
ที่สำคัญยังมีข้อมูลที่ระบุถึงพฤติกรรมดังกล่าวเอาไว้อีกว่า… ในบางการศึกษา บางงานวิจัย ระบุว่าการที่บางคนแสดงออกทางพฤติกรรมผ่านการ “แอบอ้างเป็นบุคคลอื่น” หรือมีพฤติกรรม “ขโมยอัตลักษณ์ผู้อื่นมาใช้” นั้น อาจฉายภาพ “ปัญหาในจิตใจ” ที่คน ๆ นั้นกำลังมีอยู่ ได้แก่… รู้สึกไม่มั่นคงและต่ำต้อยซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยผู้กระทำไม่พอใจรูปลักษณ์ สถานะ ชีวิตตนเอง จึงสร้างตัวตนในอุดมคติ เพื่อหลีกหนีความจริง หรือให้ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ชีวิตจริงไม่มีวันได้รับ ,เหงาและโหยหาความสัมพันธ์ บางคนอาจจะมีความรู้สึกโดดเดี่ยวและมีปัญหาการสร้างความสัมพันธ์ในโลกจริง จึงต้องสร้างตัวตนปลอมขึ้นมา เพื่อให้เชื่อมต่อผู้อื่นโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวหรือการถูกปฏิเสธ…
แสวงหาอำนาจและการควบคุม ผู้กระทำบางคนได้รับความพึงพอใจจากการควบคุมอารมณ์และบงการความรู้สึกเหยื่อได้, ความเบื่อและความบันเทิงโดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อย ที่บางครั้งเกิดจากการอยากทดลองว่าจะหลอกคนอื่นได้หรือไม่, การแก้แค้น โดยใช้ตัวตนปลอมเพื่อเข้าหาและทำลายชื่อเสียงหรือสร้างความเจ็บปวดให้คนที่เคยทำร้ายตนเอง และสุดท้าย ผลประโยชน์การเงิน หรือ “Romance Scam” ซึ่งเป็นรูปแบบที่สร้างความเสียหายได้มากสุด …และนี่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ
พฤติกรรมที่มีคำเรียกว่า “Catfish-Catfishing”
ที่หายไปสักพักใหญ่ก่อนจะถูกพูดถึงอีกครั้ง
ที่หลาย ๆ กรณี “คนใกล้ตัวนี่แหละตัวการ!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



