เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา  กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน (พ.ศ. 2569) เปิดเผยถึงกรณีในวันที่ตัดสินไม่ตรงกันประชาชนควรเชื่อใคร ว่า มีคนถามผมว่า ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแบบหนึ่ง ป.ป.ช.ตัดสินอีกแบบหนึ่ง แล้วประชาชนควรเชื่อใคร? คำถามนี้…ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ แล้วมันสะท้อนความไม่สบายใจของสังคมทั้งประเทศ

ลองมองอีกมุมหนึ่งของสังคม

ในระบบกฎหมาย องค์กรแต่ละองค์กร ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกัน ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาความผิดทางจริยธรรมและการยื่นบัญชีทรัพย์สิน แม้จะเป็น เรื่องเดียวกัน แต่เป็น คำถามทางกฎหมายแตกต่างกัน คล้ายกับว่า นักวิจัยศึกษาเรื่องเดียวกันแต่นักวิจัยสามารถมีคำถามวิจัยแตกต่างกันได้

เหมือนกับว่ามีหมอ 2 คนดูคนไข้คนเดียวกัน คนหนึ่งตรวจว่าร่างกายป่วยหรือไม่ อีกคนตรวจว่าคนไข้ปกปิดข้อมูลสุขภาพหรือไม่ คำถามคนละข้อ วิธีตรวจคนละแบบ คำตอบจึงอาจไม่เหมือนกัน แต่ไม่ได้แปลว่า…หมอคนใดตรวจผิด

แล้วปัญหาคืออะไร

ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่คำตัดสิน แต่คือ ประชาชนไม่เห็นกระบวนการข้างใน ไม่รู้ว่า บทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ กับ บทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช. แตกต่างกันอย่างไร หลักฐานคืออะไร ใช้เกณฑ์อะไร ทำไมถึงสรุปแบบนั้น

สิ่งที่ ป.ป.ช. ต้องทำและควรทำทันที

คือการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ นั่นคือ ไม่ใช่แค่ยืนยันว่า ป.ป.ช.ถูก แต่ต้องทำให้คนเห็นว่า มีกระบวนการตัดสินอย่างไร ซึ่ง ป.ป.ช. น่าจะทำ 3 เปิด ได้แก่ (1) เปิดเหตุผล (Explain Decision) ไม่ใช่แค่เอกสารทางกฎหมายแต่ต้องเป็น “ภาษาประชาชน” (2) เปิดข้อมูล (Transparency) อะไรคือหลักฐาน อะไรคือข้อเท็จจริง และ (3) เปิดให้ตรวจสอบ (Accountability) ยิ่งถูกตั้งคำถาม ยิ่งต้องเปิด

ป.ป.ช.ต้องประกาศจุดยืนที่ชัด

ป.ป.ช. ไม่ได้มีหน้าที่ “เอาใจใคร” แต่มีหน้าที่เดียวคือ “รักษาความถูกต้องของระบบ” แม้บางครั้ง

คำตัดสินนั้นจะ “ไม่ถูกใจคนจำนวนมาก” อย่าสื่อสารเพียงยืนกรานว่า ป.ป.ช.ตัดสินถูก แต่ต้องสื่อสารว่า

ป.ป.ช. เข้าใจความกังวลของประชาชน และ ป.ป.ช.จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาได้ยิ่งขึ้นไปอีกโดยดำเนินการต่อไปนี้

1) เปลี่ยนกรอบความคิด (Reframing Strategy) จากเดิมใช้กรอบคิด “ใครผิด ใครถูก”  หรือ ป.ป.ช. ปะทะ กระแสประชาชน เปลี่ยนเป็น ป.ป.ช. กับประชาชนกำลังร่วมกันปกป้องความยุติธรรมของประเทศ

2) เข้าถึงหัวใจประชาชน (Heart-first Communication) สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ อธิบายกฎหมายยาว ๆ ปกป้องตัวเองทันที ใช้ภาษาราชการ เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ประชาชน “รู้สึกเหินห่าง” จาก ป.ป.ช.

สิ่งที่ต้องทำ ได้แก่ (1) เริ่มจาก “ความรู้สึก” ไม่ใช่ “ข้อกฎหมาย” (แม้ว่าต้องยึดหลักกฎหมาย) แต่ในเรื่องการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ป.ป.ช.ต้องพูดให้คนรู้สึกว่าเราได้ยินเสียงของประชาชน และ เรารับรู้ความไม่สบายใจของประชาชน (2) ใช้ “ภาพชีวิตจริง” แทนคำศัพท์ยาก เช่น คนทำงานสุจริตต้องไม่รู้สึกว่าระบบไม่ยุติธรรม และ (3) กล้ายอมรับ “ความไม่สมบูรณ์” จะทำให้ “ความจริงใจ” เกิดขึ้นทันที

ความรู้สึกแบบนี้…ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้าวันหนึ่ง คนดีของสังคมเริ่มไม่มั่นใจในระบบ ประเทศจะอ่อนแอลงทันที” ที่สำคัญในการสื่อสารมัดใจของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ คือ ป.ป.ช. ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ทุกคนพอใจ แต่มีหน้าที่เดียวคือ ทำให้ ความยุติธรรม และ ความเป็นธรรม ยืนอยู่ได้จริงและต้องทำให้ประชาชน ‘เห็น’ ด้วย”

เราจะไม่ขอให้ประชาชนเชื่อแต่เราจะทำให้ประชาชน ‘ตรวจสอบได้’ เราจะเปิดเหตุผล เปิดกระบวนการ และเปิดให้ตรวจสอบมากขึ้นกว่าที่เคย”ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ใช่แค่มีอยู่แต่ต้องทำให้คนธรรมดาทั่วไป ‘รู้สึกได้’ ด้วยว่ามันมีอยู่จริงในสังคม

ในประสบการณ์ของผู้ที่ได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับกลไกการตรวจสอบของรัฐ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นชัดเจนคือ ความยุติธรรมและความเป็นธรรมไม่ได้เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการทำงานประสานกันของหลายระบบทั้งองค์กรตรวจสอบองค์กรอิสระและกลไกรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ต้องทำหน้าที่เป็น “ด่านแรก” ในการรับฟังความเดือดร้อนและเป็น “ด่านสำคัญ” ในการสะท้อนปัญหากลับเข้าสู่ระบบอย่างเป็นธรรม

จากประสบการณ์ของผมในการทำงานกับกลไกตรวจสอบของรัฐ สิ่งที่เห็นชัดคือ ความยุติธรรมและความเป็นธรรมของประเทศไม่เคยอยู่ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงองค์กรเดียว แต่เป็น “ระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด”

•    ศาล ทำหน้าที่ตีความกฎหมายและวินิจฉัยตามที่กฎหมายกำหนด

•    องค์กรตรวจสอบ ทำหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรม

•    กลไกรับเรื่องร้องเรียน ทำหน้าที่สะท้อนเสียงประชาชน

แต่ละส่วนอาจให้คำตอบ “ต่างกัน” เพราะตอบ “คำถามคนละข้อ” ปัญหาความไม่เชื่อมั่นของประชาชนจึงไม่ใช่ความแตกต่าง แต่คือ “การที่สังคมไม่เข้าใจในความแตกต่างนั้น”

เมื่อศาลชี้ขาดตามกฎหมาย องค์กรตรวจสอบตรวจพฤติกรรม กลไกรับเรื่องร้องเรียนสะท้อนเสียงและข้อเท็จจริงจากประชาชน ทั้งหมดนี้ ตอบ “คนละคำถาม” จึงไม่จำเป็นต้องให้คำตอบเหมือนกัน

ช่องว่างที่ต้องปิดให้ได้

วันนี้ ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ช่องว่างของกฎหมาย แต่คือ ช่องว่างระหว่างกระบวนการของรัฐ กับ ความเข้าใจของประชาชน หากปล่อยให้ช่องว่างนี้ขยายต่อไป สิ่งที่หายไปจะไม่ใช่แค่ความเชื่อมั่นของประชาชน แต่คือ “เสถียรภาพของทั้งระบบ” ในท้ายที่สุด โจทย์ของ ป.ป.ช. ไม่ใช่แค่การรักษาความถูกต้องของคดี แต่คือการรักษาความศรัทธาของประชาชน วันนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่การเลือกข้างว่าใครถูกหรือผิดแต่คือการร่วมกันทำให้ระบบโปร่งใสมากขึ้นการอธิบายชัดเจนมากขึ้นและความยุติธรรมกับความเป็นธรรมเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้จริงมากขึ้น

เมื่อระบบเปิดให้ประชาชนได้เห็นและเข้าใจถึงความแตกต่างของกรอบการพิจารณาระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น ความศรัทธาก็จะค่อย ๆ กลับมาเอง

ในระบบของทุกประเทศมีองค์กรกฎหมายทำหน้าที่ที่ต่างกัน ความแตกต่างของคำวินิจฉัยของแต่ละองค์การคือ ผลลัพธ์ของคำถามทางกฎหมายที่ไม่เหมือนกัน นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของบุคคลใดในองค์กรนั้น ๆ แต่เป็นกระบวนการและกลไกในการรักษาความยุติธรรมและความเป็นธรรมที่ครบทุกมิติของระบบ