ทั้งนี้ สำหรับ “งานวิจัยฝุ่น” นั้น ที่ผ่านมาในฝั่งวิชาการเองได้เคยมีการเสนอแนวทางผ่านงานวิจัยให้กับรัฐบาลมาเป็นระยะ ๆ หากแต่กลับไม่ได้รับการตอบสนอง หรือนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหาเท่าที่ควร ทั้งที่หลาย ๆ ข้อเสนอ และหลาย ๆ แนวทางที่จัดทำขึ้นจากฐานงานวิจัยนั้น…
ที่จัดทำเป็น “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย”
มีแนวทางน่าสนใจ และนำไปปรับใช้ได้
แต่ที่ผ่านมามักไม่ค่อยได้รับความสนใจ
เกี่ยวกับ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ผ่าน “งานวิจัย” ที่เคยมีการเสนอไว้ เพื่อใช้ “สู้วิกฤติฝุ่น” นั้น สำหรับข้อเสนอที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ชวนมาพลิกแฟ้มดูนั้น มาจากโครงการ “การสังเคราะห์ความรู้จากงานวิจัยตามแผนยุทธศาสตร์ ววน. เพื่อการสื่อสารสาธารณะ” จัดทำโดย วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งนอกจากมีการวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ปัญหาฝุ่น” แล้ว ในงานวิจัยดังกล่าวนี้ยังมีการจัดทำ “ข้อเสนอแนะ” เพื่อแก้ปัญหานี้เอาไว้ด้วย โดยในรายงานวิจัยดังกล่าว สะท้อนหลาย ๆ ประเด็นเอาไว้น่าสนใจ โดยเฉพาะ “อุปสรรคสำคัญ” ซึ่งผลการสังเคราะห์นี้ได้มีการชี้ไว้ว่า…
อะไรทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นสะดุดอยู่ตลอด?

สำหรับ “อุปสรรค” ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ค่อยเห็นผลชัดเจน ในรายงานฉบับนี้มีการวิเคราะห์ และสะท้อนไว้ว่า… ปัจจัยทำให้การแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่นไม่ค่อยเกิดผลที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควรนั้น อาจมีสาเหตุจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้…
ประการแรก เน้นแค่แก้ปัญหาตามสถานการณ์และทรัพยากรที่มีเป็นหลัก ทำให้ไม่มีความต่อเนื่องในการแก้ปัญหา โดยพบว่า… หลายพื้นที่มีการจัดทำกิจกรรมและมีแผนแก้ปัญหาเขียนไว้จำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถทำได้จริง ๆ
ประการที่สอง งบประมาณที่ไม่เหมาะสม เช่น บางพื้นที่ได้รับงบประมาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เต็มที่ หรือบางพื้นที่ได้รับงบประมาณไม่ต่อเนื่อง จนทำให้การแก้ปัญหาสะดุดติดขัด
ประการที่สาม ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ที่การศึกษาพบว่า… ปัจจัยนี้ก็เป็นอุปสรรคสำคัญทำให้การแก้ปัญหา รวมถึงการรับมือวิกฤติไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร นอกจากนี้การขาดกฎหมายที่บูรณาการ ก็เป็นอีกปัจจัยทำให้การดำเนินการเพื่อช่วยลดวิกฤติปัญหาจากฝุ่นไม่สามารถทำได้เต็มที่
ประการที่สี่ ขาดมาตรการจูงใจในเชิงเศรษฐศาสตร์ ที่ผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นพบว่า… มาตรการส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่ตอนนี้ไม่เกิดแรงจูงใจมากพอ จนทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อมลพิษสนใจที่จะปรับปรุงวิธีการหรือกระบวนการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในการลดการก่อมลพิษทางอากาศ รวมถึงมลพิษต่าง ๆ
เหล่านี้เป็นผลศึกษาที่มี “งานวิจัยบ่งชี้”
กับ “อุปสรรคปัญหาสำคัญ” ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี นอกจาก “อุปสรรคปัญหา” ที่รายงานวิจัยนี้ได้ฉายภาพ และมีการสะท้อนไว้นั้น ในรายงานดังกล่าวยังได้มีการจัดทำ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” เพื่อให้รัฐบาล รวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำเอาไปใช้เป็นแนวทางเพื่อช่วยแก้ปัญหา “วิกฤติฝุ่น” โดยเน้นไปที่เรื่องของการ “ลดอุปสรรค–ลดข้อจำกัด” ผ่านข้อเสนอต่าง ๆ ดังนี้…
ข้อที่ 1 ควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์และเวลาให้ชัดเจนมากขึ้น, ข้อที่ 2 ปฏิรูปโครงสร้างและกลไกบริหารจัดการให้ชัดเจนเพิ่มขึ้น เช่น ความชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณ ความชัดเจนในการมีส่วนร่วม เป็นต้น, ข้อที่ 3 ส่งเสริมสนับสนุนการจัดตั้งป่าชุมชน เพื่อสร้างพื้นที่ป่ากันชนเป็นเครื่องมือหนึ่งระหว่างชุมชนกับพื้นที่ป่า เพื่อป้องกันปัญหาไฟป่า, ข้อที่ 4 ส่งเสริมการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย รวมถึงพื้นที่ได้รับผลกระทบมลพิษทางอากาศ
ข้อที่ 5 ปรับใช้มาตรการเชิงเศรษฐศาสตร์ ที่นอกจากเน้นบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษมีทางเลือกที่ดีที่สุดและต้นทุนต่ำที่สุดในการลดมลพิษตามบริบทพื้นที่, ข้อที่ 6 ปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเมือง ให้สอดคล้องเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมพื้นที่, ข้อที่ 7 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการจราจรและการขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ โดยควรเน้นให้สอดคล้องกับวิถี ตลอดจนบริบทของประชากรเขตเมือง สุดท้ายข้อที่ 8สร้างระบบติดตามและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศเรียลไทม์ ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย…
นี่เป็น “ข้อเสนอจากงานวิจัย” ที่วันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ชวนมาพลิกแฟ้มย้อนดูกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถึงแม้ข้อเสนอแนะเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่มาตรการเดิม ๆ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาจาก “วิกฤติฝุ่นพิษ” ได้ การหยิบยกแนวทางต่าง ๆ เหล่านี้มา “ปัดฝุ่นปรับใช้” ก็อาจจะเป็น “ทางเลือกที่ไม่อาจมองข้าม”
หากในตอนนี้ยังไม่มีมาตรการที่มากไปกว่าเดิม
การปรับใช้งานวิจัยที่มีอยู่แล้วก็อาจเป็นกุญแจ
ช่วยลดผลกระทบ “ฝุ่นให้คนไทย” ไม่มากก็น้อย.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



