“เรามีวิธีคิดว่า…ถ้าต้องเลือก เราจะเป็นคนที่วิ่งหาสิ่งที่ตัวเองกลัวก่อนเลย” เป็นแนวคิดน่าสนใจของ “สาวอีสานนักพัฒนาท้องถิ่น” ที่ชื่อ “บั้ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ” ผู้ก่อตั้ง “บานาน่าแลนด์ (Banana Land)” ที่ปัจจุบันเป็นทั้งวิสาหกิจชุมชนอนาคตไกล และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังพื้นที่ จ.เลย ซึ่งเส้นทางชีวิตของนักพัฒนาสาวลูกอีสานคนนี้ก็มีเรื่องราวไม่ธรรมดา รวมถึงอาจให้ “ข้อคิด” กับใครหลาย ๆ คนได้ วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จึงอยากจะพาไปทำความรู้จักกับเธอคนนี้กัน…

“บั้ม–ลักขณา” เล่าประวัติว่า เธอเป็นลูกสาวและลูกคนสุดท้องในจำนวนลูก ๆ 3 คนของ คุณพ่อ–ระนาด กับ คุณแม่–ไพรวัลย์ โดยหลังเรียนจบปริญญาตรี สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เธอก็เลือกที่จะทำงานไปด้วยเรียนต่อไปด้วย ก่อนที่จะได้รับทุน IFP Thailand เพื่อศึกษาระดับปริญญาโท ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AIT (Asian Institute of Technology) ซึ่งที่นี่เองที่เธอบอกว่า เป็นสถานที่ปลุก “วิญญาณนักพัฒนา” ในตัวเธอให้เติบโตขึ้นไปอีกเลเวลหนึ่ง ทั้งนี้ เธอบอกว่า ตั้งแต่เล็ก ๆ คุณพ่อมักจะสอนเธอเกี่ยวกับสำนึกรักบ้านเกิด และปลูกฝังให้เธอใช้ชีวิตเรียบง่าย กับให้หมั่นทำกิจกรรมอาสา รวมถึงวิธีคิดในการทำงานและใช้ชีวิต โดยคุณพ่อของเธอจะบอกเสมอว่า เวลาจะทำอะไรให้คิดให้แตกต่าง และต้องทำให้ดี ซึ่งพอโตขึ้นมาเธอจึงได้ทราบว่าเรื่องที่คุณพ่อสอนหลาย ๆ อย่าง ก็คือ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

รอยยิ้มแห่งความภูมิใจ
เธอเล่าย้อนกลับไปในช่วงที่เรียนจบ ม.6 ว่า หลังเรียนจบก็ไปเรียนต่อ ปวส. คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา ซึ่งตอนนั้นเรื่องของคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่ใหม่มาก ๆ ซึ่งสาเหตุที่เธอเลือกเรียนด้านนี้เพราะมีแนวคิดส่วนตัวว่า อยากจะเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้และกลัวมากที่สุด จึงเลือกเรียนสาขานี้ เพราะเป็นเรื่องที่ใหม่ และพอเรียนจบ ปวส. เธอก็ไปลงเรียนปริญญาตรีต่อที่มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จ.นครราชสีมา เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่า คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องของเทคโนโลยี ถ้าหากเธอได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนจะทำให้ได้ลองใช้เครื่องไม้เครื่องมือใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยให้เก่งขึ้น เธอจึงเลือกไปเรียนที่นั่น แต่ปรากฏว่าก็มีจุดพลิกผันคือ ช่วงที่เรียนคุณพ่อกับพี่ชายเสียชีวิต ทำให้ต้องดรอปเรียนเพื่อไปอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ แต่ก็กลับมาเรียนต่ออีกครั้ง ซึ่งการกลับมาเรียนนั้นเธอทำงานพาร์ทไทม์หลังเลิกเรียนไปด้วย โดยทำงานเป็นฝ่ายอาร์ตและพนักงานทำโฟโต้ชอปในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ที่ทำหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเมืองโคราช ซึ่งโชคดีที่ออฟฟิศนี้มีที่พักให้ฟรี ทำให้เธอประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังมีโอกาสลงพื้นที่ไปกับพี่ ๆ จึงทำให้รู้สึกสนุกมากเพราะได้ทำงานด้วย ได้เที่ยวด้วย
บั้ม เล่าต่อไปว่า หลังจบปริญญาตรี ก็ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล ที่ พมจ. หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.เลย โดยมีหน้าที่ดูแลเว็บไซต์ และเป็นครู กศน. ไปพร้อมกันด้วย จนมาเริ่มทำงานอาสาจริงจังตอนที่ได้รับเลือกเป็นประธานสภาเด็กและเยาวชน จ.เลย ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานสังคมและการพัฒนาเยาวชน จนอยากต่อยอดขยายผล จึงได้จัดตั้ง “กลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง” ขึ้นมา โดยเธอพูดถึงกลุ่มนี้ว่า จัดตั้งขึ้นเพราะอยากส่งเสริมเด็ก ๆ ในชุมชนให้สนใจเรื่องการออม ก่อนขยายขอบเขตการทำงานเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.ออมเงิน 2.ออมบ้าน 3.ออมเด็ก และ 4.ออมเวลา เพื่ออนุรักษ์ และนอกจากนั้น กลุ่มที่ตั้งขึ้นยังมีเป้าหมายอีกอย่าง คือ เพื่อดูแลครอบครัวเด็กที่พ่อแม่ไปขายแรงงานต่างถิ่น

กับคุณแม่
“เด็ก ๆ ที่พ่อแม่ไปหากินไกลบ้าน ไม่มีใครฝึกทักษะที่ควรรู้ให้ ทำให้เด็กขาดทักษะทางสังคม ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เราก็มองว่าจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไร จะสร้างอาชีพที่มั่นคงในชุมชนได้ไหม เพื่อให้ครอบครัวเด็กได้กลับมาอยู่ร่วมกัน จึงเริ่มต้นทำกล้วยแปรรูป ซึ่งกล้วยมีมากในชุมชน กับพัฒนาที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งต่อมาโมเดลนี้ก็ประสบความสำเร็จมาก จนได้รางวัลระดับประเทศ” เธอเล่าด้วยเสียงภาคภูมิใจ
พร้อมทั้งเล่าอีกว่า ช่วงทำงานที่ พมจ. ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ยุติความรุนแรง ระหว่างนั้นมีคนแนะนำว่ามีทุนของมูลนิธิฟอร์ด (Ford Foundation International Fellowships Program) หรือทุน IF ในพระบรมราชูปถัมภ์ของกรมสมเด็จพระเทพฯ ที่สนับสนุนให้เด็กอีสานได้เรียนและทำงานในภาคอีสาน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเธอมาก เพราะปกติแล้วถ้าจบปริญญาตรีได้เกรดแค่ 2.3 ก็คงจะไปเรียนต่อปริญญาโทไม่ได้ ซึ่งเธอตัดสินใจลองเข้ารับการคัดเลือกเพื่อให้ได้ทุนนี้ โดยบั้มบอกว่า เขียนProposal ไปอธิบายว่าทําไมกองทุนควรเลือกเธอ โดยในเอกสารระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อเรียนจบอยากจะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด โชคดีที่เธอทำงานกิจกรรมกับงานอาสาเยอะ ทำให้มี Portfolio จนสุดท้ายเธอก็ได้รับเลือกให้ได้ทุนนี้ จึงลาออกจากงานประจำที่ พมจ. เพื่อจะเรียนปริญญาโทเต็มเวลาที่ AIT โดยสาขาที่เลือกเรียนคือ “วิชาความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย” อย่างไรก็ดี วิชาที่กำหนดเส้นทางอนาคตของเธอในเวลาต่อมากลับไม่ใช่วิชาที่เธอเป็นคนเลือกเอง แต่กลับเป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาที่ได้รับทุน ที่ทุก ๆ คนจะต้องเรียน คือ “วิชาธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)” ที่เรียกย่อ ๆ ว่า “วิชา SE”

ศิลปะจากความสำเร็จ
“ตอนปี 2557 ไปเรียนวิชานี้ที่บุรีรัมย์ โดยทีมอาจารย์ มศว เป็นผู้สอน ซึ่งเด็กที่ได้ทุนทุกคนต้องเรียนเรื่องนี้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า SE คืออะไร รู้แต่ว่าต่างประเทศเขาเน้นเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมมานานแล้ว แต่ไทยไม่มีเรื่องนี้ มีแต่บริษัทใหญ่ ๆ ที่รวยแล้วค่อยแบ่งทำ CSR ซึ่งต่างจาก SE มาก ทีนี้พอเรียนจบกลับบ้าน ตอนนั้นตั้งใจจะทำตามที่พูดไว้ ก็คิดว่าจะทำธุรกิจเพื่อสังคมอะไรได้บ้าง เพราะไม่เคยขายของ ต่อมาก็ชวนเด็ก ๆ ในชุมชนมาทำเรื่องนี้”
บั้มบอกว่า โจทย์ที่ได้จากห้องเรียนธุรกิจเพื่อสังคมทำให้เจอทางสว่าง เมื่อเธอสำรวจพื้นที่บ้านเกิดจนทั่วแล้วพบว่า ของดีประจำถิ่นคือกล้วย จึงชวนชาวบ้านมาแปรรูปกล้วยที่ปลูกในชุมชนให้เป็น “ขนมจากกล้วย” อาทิ Banana Stick, Banana Snack โดยรูปโลโก้บนแพ็คเกจออกแบบจากใบหน้ารุ่นน้องที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต
“ตอนแรกจะใช้รูปภูหอ พอเอาไปเสนออาจารย์ก็แย้งว่าเห็นแล้วใครจะรู้ว่าขายกล้วย ก็เลยกลับมาปรับแก้กันนานพอดู กว่าจะได้โลโก้นี้ ตอนนั้นคิดกันว่าสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กอีสานอย่างเรา ๆ คืออะไร สุดท้ายก็เลยปิ๊งไอเดียว่าคือโหนกแก้มใหญ่ ๆ เห็นสันกรามเยอะ ๆ ก็เลยออกมาเป็นรูปการ์ตูนนี้” เธอเล่าถึง “ที่มาโลโก้สินค้า” ก่อนจะเล่าต่อว่า จากนั้นเธอและเยาวชนจึงช่วยกันตั้งชื่อแบรนด์ให้ขนมจากกล้วยว่า “Banana Family” โดยมี เมนูชูโรงคือกล้วยเส้น ที่สร้างรายได้ให้ชุมชน ก่อนเพิ่มรสและกลิ่นใหม่ ๆ อาทิ ปาปริก้า สาหร่าย บาร์บีคิว และเริ่มต่อยอด Banana Family สู่ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบอื่น ๆ แต่ทุกชนิดนั้นจะต้องมีเงื่อนไขสำคัญว่า ต้องผลิตเอง และปลอดสารพิษ

กับเด็ก ๆ ฉากหลังคือแลนด์มาร์ค
ขณะที่เรื่องของการพัฒนาเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” นั้น เรื่องนี้ บั้ม เล่าว่า พอสินค้าของกลุ่มไปได้ดีแล้ว เธอก็เสนอแนวคิดกับชุมชนว่า ควรทำแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อชุมชน จนเกิดเป็น “Banana Land” ขึ้นมา และได้นำโปรเจ็คต์นี้ไปแข่งขันในรายการนำเสนอไอเดียทางธุรกิจเพื่อสังคม รายการ Win Win WAR Thailand ซึ่งแม้ไม่อาจคว้ารางวัลชนะเลิศ แต่ก็ติดอันดับ 1 ใน 5 สุดยอดธุรกิจ ทำให้เป็นการเข้ากรุงเทพฯ ที่ไม่เสียเปล่า โดยเงินรางวัลที่ได้จากการเข้ารอบสุดท้ายเพียงพอสำหรับการพลิกฟื้นที่ดิน 8 ไร่ ที่เธอได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะของคนบ้านใกล้เรือนเคียง และมองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่คนในชุมชนผลิตได้ จึงเกิดเป็นสินค้าผ้าต่าง ๆ เช่น ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์โดยกลุ่มคุณยายเพิ่มเติมเข้ามา จากนั้นก็มีผลิตภัณฑ์เครื่องจักสาน รองเท้า กระเป๋า และทำเรื่องบริการท่องเที่ยว หรือโฮมสเตย์ครบวงจร ทำให้เด็ก ๆ มีกิจกรรม รวมถึงพ่อแม่ก็มีรายได้จากธุรกิจชุมชน ไม่ต้องออกไปหางานทำที่อื่น ไม่ต้องทิ้งบ้าน ทิ้งครอบครัว ทิ้งลูก
สาวอีสานนักพัฒนาท้องถิ่น “บั้ม-ลักขณา” ผู้ก่อตั้ง Banana Family กับแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ Banana Land ทิ้งท้ายกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ถ้ามีคนถามว่าเหนื่อยไหม ก็มักจะบอกว่าให้ลองนึกถึงสิ่งที่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ทรงทำไว้ ซึ่งจะทำให้ทุกคนเห็นว่า พระองค์ท่านทรงเหน็ดเหนื่อยกว่าเราเยอะ สิ่งที่เธอทำนี้ถือเป็นสิ่งเล็กน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งนี้ บั้มทิ้งท้ายเพิ่มเติมเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า “บั้มเคยได้ไปเยี่ยมชมห้องแห่งแรงบันดาลใจของในหลวงรัชกาลที่ 9 กับสมเด็จย่า ที่ดอยตุง จนเรารู้สึกว่า แม้เป็นคนตัวเล็ก ๆ แต่ก็ช่วยได้ สำคัญคือเราต้องรู้เป้าหมายในสิ่งที่ทำให้ชัดเจน ซึ่งถ้าเรารู้ว่าที่เราทำอยู่นี้เราทำเพื่อใคร เราจะไม่เหนื่อย สิ่งที่เราลงทุนลงแรงไป เมื่อเห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน ก็เหมือนเราได้กำไรแล้ว ทำให้ทุกครั้งที่เมื่องานสำเร็จ ได้เห็นชาวบ้านยิ้ม มันเหมือนกับว่า…เรากำลังได้รับพลังพิเศษด้วย”.

‘คีย์เวิร์ด’ คือการ ‘เปิดใจรับฟัง’
“บั้ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ” บอกเล่าไว้ด้วยว่า โมเดลธุรกิจที่ทำนี้ นอกจากจะเน้นเด็กและเยาวชนแล้ว กับกลุ่มผู้สูงอายุก็ดูแลเช่นกัน โดยจะพาเด็ก ๆ และคนในชุมชนมาเจอผู้สูงอายุ เพื่อ “รับฟังเรื่องราวจากผู้สูงอายุ” ที่จะมาเล่าให้ฟังว่า ในท้องถิ่นเรามีของดีของเด็ดอะไรบ้าง จากนั้นจึงลงไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติม และนอกจากรับฟังข้อมูลจากผู้ใหญ่และผู้สูงอายุแล้ว ทีมงานยังต้อง “รับฟังเสียงของเด็ก” ด้วย ทำให้ได้ไอเดียดี ๆ ซึ่งหลายอย่างก็ได้มาจากไอเดียของเด็ก ๆ เช่น การลดการเผาฟางข้าว เด็ก ๆ ก็แนะไอเดียว่าให้นำฟางข้าวมาทำเป็นปราสาทฟาง จนกลายเป็นแลนด์มาร์คของ Banana Land ในปัจจุบัน ทั้งยังช่วยลดการเผาฟางข้าวได้เกือบ 100% อีกด้วย ทั้งนี้ สำหรับเบื้องหลังความสำเร็จในภาพรวมนั้น บั้มบอกว่า “รูปแบบที่ทำอยู่นี้ก็คือ SE หรือธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งการจะเรียกชื่อได้ว่าเป็นธุรกิจเพื่อสังคม สิ่งที่ทำ และผลกำไรที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องแบ่งปันกันได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ดังนั้น ถ้าเราเริ่มต้นดี ปลายทางก็ย่อมดีด้วย”.
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



