ที่ห้องเรียนห้องหนึ่งในเมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี ช่วงทศวรรษ 1970 ไค เฮิสส์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กำลังเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ขณะที่ครูของเขากำลังอ่านข้อความจากหนังสือเรียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ชื่อ ‘รูดอล์ฟ เฮิสส์’ ก็โผล่ออกมา
ไคกลับบ้านไปถามแม่ถึงชื่อนั้น และได้คำตอบว่า รูดอล์ฟ เฮิสส์ คือปู่ของเขา ผู้เคยเป็นนายทหารหน่วยเอสเอส (SS) ของนาซีและผู้บัญชาการค่ายกักกันเอาชวิตซ์ รวมทั้งมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของผู้คน 1.1 ล้านคนที่นั่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว
“ผมรู้สึกละอายใจอย่างมาก” ไคกล่าว หลังจากได้รู้ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับปู่ของเขา
รูดอล์ฟจะสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงให้ต้อนนักโทษเข้าไปใน ‘ห้องอาบน้ำ’ ซึ่งเป็นสถานที่ปล่อยก๊าซพิษไซคลอน-บี (Zyklon-B) เขาถูกจับกุมในปีค.ศ. 1946 และสารภาพว่าได้สังหารผู้คนในอัตรา 2,000 คนต่อชั่วโมงด้วยห้องรมแก๊ส ทางการโปแลนด์ประหารชีวิตเขาในปีค.ศ. 1947 ที่เอาชวิตซ์นั่นเอง

“[ชื่อสกุล] ของพวกเรามีความหมายเดียวกันกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ร้ายแรงอย่างเหลือเชื่อ การกระทำที่โหดร้าย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และการต่อต้านชาวยิว” ไคกล่าว

ปัจจุบัน ไคอายุ 63 ปี เป็นศิษยาภิบาลแห่งคริสตจักรที่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองชตุทท์การ์ท เขาทุ่มเทตนเองเพื่อสนับสนุนชุมชนชาวยิวและให้ความรู้ผู้คนเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
ไอรีน แม่ของเขา เพิ่งรู้เรื่องอาชญากรรมของรูดอล์ฟหลังจากแต่งงานกับฮันส์-เยอร์เกน เฮิสส์ หนึ่งในลูกชายของเขาได้ห้าปี สามีของเธอมองว่ามันเป็นเรื่อง “ที่ผ่านไปแล้วก็แล้วกัน”
ฮันส์-เยอร์เกนทิ้งแม่ของไคไปตอนที่เขาอายุ 20 ปีเศษเพื่อไปอยู่กับผู้หญิงอีกคน สองสามีภรรยามีปากเสียงกันอย่างรุนแรงจนฝ่ายหญิงแทงฝ่ายชายด้วยที่เปิดซองจดหมายที่ทำเป็นรูปกริชซึ่งเคยเป็นสมบัติของรูดอล์ฟและเธอเกือบฆ่าเขา
เดิมทีไคไม่ใช่คนเคร่งศาสนา เขาเคยทำงานโรงแรมในโรงแรมหรูทั่วแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย จนกระทั่งการผ่าตัดทอนซิลที่ทำให้เขาเกือบตายในช่วงทศวรรษ 1980 ทำให้เขาหันมานับถือศาสนาคริสต์
ปัจจุบันเขาตระเวนบรรยายเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และเยี่ยมชมโบสถ์ยิวในยุโรป อเมริกา และเร็วๆ นี้ในออสเตรเลีย เพื่อแบ่งปันเรื่องราวแห่งการไถ่บาปของเขา
เมื่อไม่กี่ปีก่อน ไคกลับมาเจอพ่อของเขาซึ่งแต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ทางชายฝั่งทะเลบอลติกของเยอรมนี ทั้งสองปรากฏตัวในภาพยนตร์สารคดีรื่อง The Commandant’s Shadow ซึ่งเพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมีประจำปี 2025 สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เล่ารายละเอียดอาชญากรรมของรูดอล์ฟผ่านอัตชีวประวัติของเขา ซึ่งฮันส์-เยอร์เกนเป็นผู้บรรยายบางส่วน แล้วยังมีภาพเหตุการณ์ตอนที่ไคและพ่อของเขาเดินทางไปพบ อนิตา ลาสเกอร์-วอลฟิช ผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันเอาชวิตซ์ และ มายา ลูกสาวของเธอซึ่งเป็นนักจิตบำบัด ที่อพาร์ตเมนต์ของพวกเธอ

“เธอเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานภายใต้เครื่องมือที่ [ปู่] ของผมสร้างขึ้น” ไคกล่าวถึงอนิตาซึ่งปัจจุบันอายุ 99 ปี และอาศัยอยู่ในลอนดอน เธอรอดชีวิตจากเอาชวิตซ์ได้ด้วยพรสวรรค์ทางดนตรี ซึ่งทำให้เธอได้เข้าร่วมวงดุริยางค์หญิงในตำแหน่งผู้เล่นเชลโล
การพบกันของพวกเขาเป็นไปอย่างสะเทือนอารมณ์ มายา กล่าวว่า มันเป็นเรื่องของศีลธรรมและความถูกต้อง ไม่ใช่แค่การขอโทษ “[ฮันส์-เยอร์เกน] ได้ใช้โอกาสนั้นอย่างเหมาะสมและมีศักดิ์ศรี ซึ่งเขาจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นผู้รับผิดชอบ [ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นในเอาชวิตซ์ แต่] เพราะเขามีหน้าที่ที่ต้องยอมรับความจริงที่เขารู้”
ฮันส์-เยอร์เกนเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ไครู้สึกขอบคุณที่พวกเขาได้ติดต่อกับอนิตาก่อนที่พ่อของเขาจะเสียชีวิต
“มันเป็นพรอันประเสริฐและประสบการณ์ที่วิเศษมากที่ได้ไปที่นั่น ได้พบกับผู้หญิงคนนั้น ผู้ซึ่งเจ็บปวดอย่างมาก เมื่อคุณคิดว่าทั้งครอบครัวถูกกำจัดในเอาชวิตซ์ และเธอต้องทนทุกข์ทรมาน” เขากล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวชื่นชมความพยายามของไคในการยอมรับอดีตของครอบครัวและให้ความรู้แก่ผู้อื่น
ทริชา โพสเนอร์ ผู้เขียนหนังสือ The Pharmacist of Auschwitz ชื่นชมความกล้าหาญของไค เนื่องจากทุกวันนี้ มีการต่อต้านชาวยิวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเหตุการณ์ตอบโต้กันทางการทหารระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในเขตฉนวนกาซา
เจอรัลด์ โพสเนอร์ สามีของเธอ และผู้เขียนหนังสือ Hitler’s Children ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับลูกหลานของเจ้าหน้าที่นาซี กล่าวว่า ไคสามารถเพิกเฉยต่อประวัติอันน่ารังเกียจของครอบครัวได้ แต่เขาไม่ได้ทำ
“มันคงเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับเขาที่จะพูดว่า ‘เอาล่ะ ผมไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา และใช้ชีวิตต่อไป'”
รับบี อับราฮัม คูเปอร์ จากศูนย์ไซมอนวีเซนทาลซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนของชาวยิวระดับนานาชาติ ก็เป็นอีกคนที่รู้สึกขอบคุณที่เขาไม่ทำเช่นนั้น
“การที่มีคนที่มีนามสกุลนั้น [เฮิสส์] ก้าวออกมาและพูดว่า ‘ผมกำลังใช้ชีวิตและมีความมุ่งมุ่นทุ่มเทที่ต่างออกไป’ มันสร้างความแตกต่างได้” เขากล่าว
สำหรับไค ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการทำให้ผู้คนตระหนักถึงประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง และไม่ใช่แค่การทำความเข้าใจอดีตด้วยสติปัญญาโดยไร้ความรู้สึกร่วม
เขากล่าวว่า “เราต้องย้ายความรู้ของผู้คนต่ำลงไปอีกหกนิ้ว…จากสมองไปสู่หัวใจ”
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, Warner Bros/ HBO



