โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และลูกหลานผู้สูงอายุไม่ค่อยมีเวลาดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เพราะติดทำงาน โดยบางครั้งก็จำเป็นต้องหาคนช่วยพาผู้สูงอายุไปทำธุระในที่ต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ทีม “วิถีชีวิต” จะพาไปสัมผัสเรื่องราววิถีอาชีพนี้ กับวิถีผู้ที่ผันตัวมาทำ…
หน่อย-ธนัตถ์ฉัตร์ พิริยะพงศ์ไพโรจน์ อายุ 53 ปี ผู้ที่ผันตัวมาทำอาชีพแปลกอาชีพนี้ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “รับจ้างพาหาหมอ ทำบุญ ทำธุระ by เพื่อนพาเพลินดูแลประดุจคนในครอบครัว” เล่าเส้นทางชีวิตเส้นทางอาชีพให้ทีม “วิถีชีวิต” ฟังว่า เธอเรียนจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ทั้ง 2 แห่ง และเริ่มชีวิตการงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ฝ่ายสินเชื่อ ทำอยู่นานประมาณ 20 ปี จนแต่งงานมีครอบครัว และต้องเลี้ยงลูก ก็เลยลาออกจากงานเดิมแล้วทำงานที่บริษัทของครอบครัวสามี

“แต่ทีนี้มาตอนหลังแยกทางกับสามีช่วงนั้นก็ว่างงาน ไม่ได้ทำงานอยู่พักหนึ่ง แล้วเพื่อนก็ชวนไปทำงานที่บริษัทโดมิโนพิชซ่า ก็ทำอยู่ได้ประมาณ 3 ปี พอดีทางบริษัทมีการปรับโครงสร้าง ก็เลยลาออก ซึ่งช่วงที่ทำงานอยู่ที่นี่ก็มองดูสถานการณ์เศรษฐกิจ ดูแล้วไม่ค่อยดี ก็เลยทำงานเสริมด้วย คือการรับจ้างพาคนไปทำธุระ รับทำในวันที่ว่าง หรือไปได้ เพราะตอนนั้นยังมีงานประจำ ลูกค้าก็จะเป็นญาติของเพื่อน ๆ เป็นญาติ ๆ ที่เขาบอกต่อ ๆ กัน”
สำหรับจุดเริ่มของ “อาชีพรับจ้างพาไปทำธุระ” ของ หน่อย–ธนัตถ์ฉัตร์ นั้น เธอเล่าย้อนให้ฟังว่า เริ่มมาจากเพื่อนที่สนิทกันมาก เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วก็เรียนชั้นมัธยมด้วยกันที่เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เรียกว่าโตมาด้วยกัน เพราะบ้านก็อยู่ใกล้กัน จะมีเพียงช่วงเวลาที่เรียนมหาวิทยาลัยที่แยกกันไปเรียนคนละแห่ง แล้วก็วนกลับมาทำงานที่เดียวกัน คือทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์เหมือนกัน ดังนั้นเธอและเพื่อนสนิทคนนี้ก็คุยกันบ่อยและคุยกันทุกเรื่อง

“คุยกัน แล้วจู่ ๆ เพื่อนก็บอกว่าอยากจะทำอาชีพให้บริการแบบนี้จังเลย คือบริการพาไปหาหมอ ทำธุระ ไปเป็นเพื่อน แล้วก็ชวนว่าตอนที่เกษียณเรามาทำด้วยกันนะ ซึ่งเขาพูดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราก็บอกว่าเหรอ…แต่เขาจะยุ่งกว่าเรา เพราะเขายังทำงานอยู่ที่แบงก์ไทยพาณิชย์ แล้วก็ทำงานแทบทุกวัน เราก็บอกได้…งั้นเดี๋ยวเราจะเริ่มให้ก่อน พอตัวเองเกษียณจากงานประจำแล้วก็มาทำด้วยกันแบบจริงจังนะ ซึ่งลูกค้าคนแรกของเราก็เป็นญาติของเพื่อนนั่นแหละ ตอนนั้นยังมีลูกค้าไม่เยอะค่ะ แล้วก็ไม่ได้บ่อย อย่างผู้สูงอายุก็ไปหาหมอ หมอก็จะนัด 3 เดือนครั้ง ก็ต้องเรียนรู้ด้วยว่าอาชีพนี้เราต้องทำอะไรบ้าง 1-2-3-4-5 พอทำไปสักพัก ก็มีคลิปของคนอื่นที่เขาเริ่มทำไปแล้วลงสื่อโซเชียล เราก็ดูบ้าง แล้วก็ได้ไอเดียนิด ๆ หน่อย ๆ มาปรับทำตามวิธีการของเรา”หน่อย-ธนัตถ์ฉัตร์ เล่าไว้
พร้อมทั้งบอกอีกว่า อาชีพนี้เป็นงานบริการ ฉะนั้นต้องมีเซอร์วิสมายด์ ยิ้มแย้มแจ่มใส คนที่จะทำงานนี้ได้ต้องมีใจรักบริการ ที่สำคัญอีกเรื่องคือ การเจอกันครั้งแรกอาจจะต้องพูดแนะนำตัว เช่น เราเรียนจบอะไรมา ครอบครัวเป็นอย่างไร อะไรประมาณนี้ ต้องให้ลูกค้ารู้จักเรา เรียกความเชื่อมั่นเขาว่าเราไม่ใช่มิจฉาชีพนะ ซึ่งพออยู่ตัวแล้วก็จะไม่พูดมากเกินไป โดยนิยามในอาชีพของเธอคือ ดูแลทุกคนประดุจคนในครอบครัว จะคิดเสมอว่าเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นคนที่เรารัก เป็นคนที่เราต้องดูแลให้ดีที่สุด จะเปรียบตัวเองเป็นเหมือนลูกหลานคนหนึ่งที่พาพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ไปทำธุระ ที่สำคัญคือต้องไม่รังเกียจเรื่องใด ๆ อย่างบางครั้งต้องก้มใส่รองเท้าให้เขา หรือบางครั้งเขาจะเข้าห้องน้ำก็ต้องพากันเข้าห้องน้ำไปด้วยกัน

ให้พาไปหาหมอหรือให้พาไปเที่ยวก็ได้ทั้งนั้น
“เราขับรถได้ เรื่องนี้บางทีลูกค้าก็ต้องการบริการด้วย เราก็เพิ่มเข้าไป คือเรื่องขับรถจะมี 2 ส่วน อย่างพาไปหาหมอ ลูกค้าจะใช้รถหรือไม่ใช้รถเราก็ได้ ถ้าจะใช้รถเราด้วย ก็คิดค่าบริการรถต่างหาก แต่ถ้าไม่ใช้รถเรา ก็คิดแค่ตามชั่วโมงเวลางาน และยังมีอีกแบบคือ ลูกค้าไม่ได้ไปหาหมอหรือไปทำธุระอะไร ประมาณว่าเป็นผู้บริหาร มีรถ และต้องการจ้างให้เราไปขับรถให้ตอนไปออกงาน ลักษณะเหมือนกับว่าต้องไปจอดรถตรงประตูล็อบบี้ มีคนมาเปิดประตูรถให้ พองานเลิกเราก็ขับรถวนมารับพาเขากลับบ้าน หรือผู้เกษียณอายุซึ่งมีรถแล้วอยากใช้รถตัวเองในการให้เราพาไปเที่ยวห้าง หรือไปวัด เป็นต้น”เจ้าของเรื่องราววิถีชีวิตรายนี้เล่า ส่วนค่าบริการพาไปทำธุระต่าง ๆ… “ทุกเพศทุกวัย 4 ชั่วโมงแรก 500 บาท ชั่วโมงต่อไปจะคิดชั่วโมงละ 120 บาท”และถ้าใช้รถด้วยก็จะมีค่าบริการอีกส่วนหนึ่งตามรูปแบบที่ใช้บริการ ซึ่งโดยรวมแล้วเรื่องค่าบริการนี่ หน่อย-ธนัตถ์ฉัตร์ บอกว่า “คิดแค่ว่าเราอยู่ได้ เขาก็อยู่ได้ เราก็โอเค ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัยที่เกษียณแล้ว ใช้เงินเก็บเงินบำนาญหรือเงินอะไรก็ตาม ถ้าคิดแพงก็สงสารเนอะ”
และกับเรื่องราวการทำอาชีพดังกล่าวนี้ เธอยังเล่าต่อไปว่า เพราะโครงสร้างของสังคมไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ลูกค้าก็เลยเป็นเคสไปโรงพยาบาลเยอะ ประมาณ 90% จะเป็นการพาไปโรงพยาบาล และผู้สูงอายุที่เคยให้บริการประมาณ 80% จะนั่งรถเข็น ซึ่งเธอก็จะเข็นให้ตลอด ตั้งแต่เข็นไปลงทะเบียน จนถึงเข็นไปนั่งรอคุณหมอ

กับเพื่อนสนิทที่ร่วมก่อตั้ง
“ส่วนตอนเข้าพบคุณหมอก็แล้วแต่ทางเขาเลย ซึ่งบางเคสเขาไม่อยากให้เรารู้ด้วยก็บอกเราไม่ต้องเข้าไป แต่บางคนจะบอกให้ช่วยจำหน่อยนะว่าต้องคุยแบบนี้กับหมอ เราก็เข้าไปช่วย พอออกมาก็ไปรอรับยา ระหว่างนี้ถ้าเขาหิวน้ำหิวข้าวก็พาไปกิน หรือพาไปห้องน้ำ ทำเหมือนเขาเป็นพ่อแม่เราเลย จะเอาอะไรสั่งมาเลย พอส่งเขากลับบ้านเรียบร้อยแล้ว ถ้าคนที่ว่าจ้างมีลูก หรือลูกเป็นคนคุยกับเราในตอนแรก เราก็จะส่งข้อมูลว่าคุณหมอแจ้งว่าอะไรบ้าง ส่งไปแจ้งว่าคุณหมอให้ระวังเรื่องไหน วันนี้อาการเป็นยังไง อะไรแบบนี้ ก็เป็นอันจบงาน”
สำหรับเคสพาผู้สูงอายุไปหาหมอนี้ เธอสะท้อนแง่มุมถึงผู้สูงอายุที่ต้องใช้บริการว่า “อยากบอกผู้สูงอายุที่ลูกหลานไม่ได้ไปด้วย แล้วจ้างคนอื่นไปแทนแบบนี้ ไม่อยากให้คิดมาก ลูกหลานเขารักคุณนะ เขารักคุณอยู่แล้ว ก็อย่าคิดมาก เพียงแต่ว่านาทีนี้มันเป็นสถานภาพของเขาที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนของการทำงาน เพราะเขาอยู่ในวัยทำงาน ดังนั้นเขาก็เลยดูแลด้วยวิธีการที่ให้คนอื่นเข้ามาช่วย ไม่ใช่เขาไม่รัก เพียงแต่เขาไม่มีเวลา”
ทั้งนี้ นอกจากเคสที่ลูกค้าเป็นผู้สูงอายุแล้ว หน่อย–ธนัตถ์ฉัตร์ บอกว่า ที่เคยให้บริการยังมีแบบที่ไปเป็นตัวแทนคุณพ่อคุณแม่มอบตัวลูกที่โรงเรียน “แบบนี้ก็จะชอบ เหมือนเป็นงานถนัด เพราะเราก็มีลูกเนอะ”ก็จะถามว่าให้ไปในฐานะอะไร อย่างเขาบอกเป็นคุณป้า ก็โอเค คือคุณพ่อคุณแม่เขาอยู่ต่างจังหวัด แล้วติดต่อมาให้พาลูกเขาไปทำธุระเรื่องโรงเรียน และก็ยังมีเรื่องอื่นด้วย เช่น ให้พาลูกไปเที่ยว มีลูกหลายคน คุณพ่อคุณแม่ไม่ว่าง ให้พาเด็ก 3-4 คนไปเที่ยวเล่นที่ห้าง แบบนี้ก็มี

สมัยยังทำงานแบงก์
หน่อย-ธนัตถ์ฉัตร์ ยังเล่าอีกว่า มีลูกค้าคู่สามีภรรยาเกษียณอายุคู่หนึ่ง มักจะจ้างให้พาไปเที่ยว นอกจากนี้ก็มีเคสที่ให้ไปไว้พระแทนแบบข้ามประเทศ คือลูกค้าอยู่ที่อเมริกา ติดต่อมาให้ช่วยไปไหว้พระแทนที่วัดพระแก้ว วันไปไหว้ก็วิดีโอคอล ทำตามที่เขาต้องการ ค่าบริการก็คิดอัตราเหมาจ่าย 4 ชั่วโมงแรก ทั้งนี้ ถึงปัจจุบันเธอทำอาชีพนี้มาได้ราว 5 ปีแล้ว โดยเธอบอกว่า “เป็นอาชีพที่อิสระ สนุก ได้เจอคนเยอะ และเหมือนได้ช่วยคนด้วย” ซึ่งลักษณะงานที่ทำอยู่นี้ แม้จะมีงานติดต่อเข้ามาเยอะ แต่ก็จะไม่ได้ทำทุกราย เนื่องจากมีบางงานบางจุดที่ไปไม่ไหว หรือไกลเกินไป ก็ต้องปฏิเสธลูกค้าไปเยอะเหมือนกัน
“ตอนหลังพอมีคลิปเราลงโซเชียล ก็มีคนเข้ามาดิวเยอะ บอกอยากร่วมงานด้วย เราก็จะขอเก็บประวัติและสัมภาษณ์ไว้ ทีนี้พอมีคนติดต่อมาจ้างงานที่ไกล ๆ แล้วเขาเเมชกัน คือสำหรับเราไกล แต่ใกล้เขา เราก็จะบอกให้ คิดค่าบอก 100 บาท คือบางครั้งลูกค้าหาคนพาไปไม่ได้เขาก็เดือดร้อนเนอะ ส่วนคนที่ดิวงานกับเราก็ต้องการมีรายได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนมีฐานะ ไม่ใช่คนมีรายได้สูง เป็นคนที่อยากใช้เวลาว่างให้มีรายได้เสริมบ้าง ก็ช่วย ๆ กันไป เหมือนกับเราได้ช่วยสังคมด้วย และกลับกัน ก็ให้ทางเขาหาลูกค้ามาบอกเราด้วย ก็จ่ายเขา 100 บาทเหมือนกัน”
นอกจากนี้ หน่อย–ธนัตถ์ฉัตร์ ยังบอกว่า บางวันมีงานซ้อน ก็ต้องหาเครือข่ายช่วย แต่ถ้าเป็นลูกค้าประจำส่วนมากจะจองล่วงหน้า ถ้าไม่ได้จองก็ต้องดูว่าใครมาก่อน-มาหลัง การบอกต่อเครือข่ายก็ต้องดูความยากง่าย ก็จะพยายามแมชให้ดี ซึ่งช่วง 2 เดือนที่แล้วบูมมาก คนติดต่อใช้บริการเยอะมาก ๆ ก็ส่งงานให้เครือข่ายหลายคน หลังให้บริการแล้วจะโทรฯ ถามความพึงพอใจจากลูกค้าตลอด โดยเธอแนะนำใครในเครือข่ายไป ถ้าลูกค้าไม่ชอบก็จะเปลี่ยนคนให้ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร โดยตอนนี้ในกลุ่มก็มีเป็นสิบคน และจริง ๆ ก็อยากทำเป็นเครือข่ายจริงจัง เป็นแม่ข่ายที่ทำหน้าที่ส่งงานจ่ายงานให้เครือข่าย ในอนาคตอาจเปิดเป็นรูปแบบบริษัท แต่แน่นอน ต้องรอหุ้นส่วน คือเพื่อนสนิทที่อยู่แบงก์ เพราะการตั้งบริษัทก็เป็นเรื่องยุ่งยาก

กับลูกชาย 3 คน
“ตอนนี้ อาจจะเป็นเพราะวัยด้วย ถ้าอายุประมาณ 30 จะไฟแรงกว่านี้ แต่นี่อายุ 53 ปีแล้ว ก็เลยรู้สึกเหนื่อย ๆ บ้าง” ทาง หน่อย-ธนัตถ์ฉัตร์ บอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” อย่างไรก็ดี เธอก็บอกว่า… “แต่เมื่อเริ่มต้นทำอาชีพนี้มาแล้ว แม้รายได้อาจจะไม่เยอะมาก แต่ยังไงก็ชอบ” และทิ้งท้ายเธอก็ยังบอกผ่านไปถึงคนอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องงานด้วยว่า… “จะทำงานอะไรก็ได้ เพียงแต่ต้องซื่อสัตย์และจริงใจ ต้องไม่กดดันตัวเองให้เครียดจนเสียสุขภาพจิต-สุขภาพร่างกาย ถ้าทำแล้วมีความสุข ก็ทำเถอะค่ะ เหมือนที่เราทำอาชีพอิสระที่ไม่ค่อยมีใครทำ อาชีพเป็นลูกรับจ้าง-เป็นหลานจำเป็น…ที่ทำแบบฟิลลูกหลานแท้ ๆ เลย”.
‘คุณแม่ตัวจริง’ ของ ‘3 ลูกชาย’
“หน่อย–ธนัตถ์ฉัตร์ พิริยะพงศ์ไพโรจน์” เป็น “คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว” ของลูกชาย 3 คน คนโตชื่อ “อิชิ” เป็นเด็กทุน เรียนอยู่ที่สถาบันโคเซ็น (KOSEN) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ภาคอินเตอร์ญี่ปุ่น-อังกฤษ เป็นหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ 5 ปี ที่เน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการวิจัย คนที่สองชื่อ “ยูริ” คนนี้ก็เป็นเด็กทุนเหมือนกัน เรียนอยู่ ม.6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี และคนเล็กชื่อ “ญี่ปุ่น” คนนี้เรียนทุนแม่ อยากเป็นทหาร ซึ่งกำลังติวนายร้อยอยู่ โดยทางคุณแม่บอกว่า ก่อนคนโตกับคนรองจะได้ทุน ต้องติวเยอะมาก แต่ก็คุ้มค่านะ จบมาก็ไม่ตกงานแน่อน
“ลูก ๆ เป็นเด็กดี น่ารักค่ะ เราทำอาชีพรับจ้างพาคนไปทำธุระ เคยถามลูก ๆ เหมือนกันว่า อายไหมที่แม่ทำอาชีพบริการแบบนี้ เขาบอกไม่อาย ก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เป็นการช่วยเหลือคนอื่นด้วย ที่สำคัญคือแม่จะได้ไม่เหงา ได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา แถมมีรายได้ แต่คนเล็กก็จะมีบ่น ๆ บ้างว่า แม่ออกจากงานแบงก์ทำไม…รายได้มันเยอะนะ เราก็หัวเราะเอ็นดูลูก”…หน่อย-ธนัตถ์ฉัตร์ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกชาย 3 คนเล่าไว้.
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



