ทั้งนี้ นักเต้นดังคนนี้หลงใหลการเต้นทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นแนวฮิปฮอป, สตรีท, แจ๊ส, K-POP, T-POP และทำให้เธอกลายเป็นไวรัลในTikTok โดยเฉพาะการเต้น Cover เพลงของศิลปินที่ชื่นชอบอย่างวง BLACKPINKจนได้รับฉายาว่าเป็น “ลิซ่ารุ่นแม่” ซึ่งทาง “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไป “เปิดวาร์ปชีวิต” ทำความรู้จักกับ “นักเต้นCover Danceวัยเก๋า” คนนี้…

“จุง-จุไรรัตน์ สินแสง” นักเต้นเท้าไฟวัย 61 ปี เป็น “นักเต้นCover Danceวัยเก๋า” ที่เป็นไวรัลในTikTokเป็นอีกหนึ่งผู้ที่มุ่งมั่น “ส่งต่อพลังบวก” กรณี “อายุไม่ใช่อุปสรรคในการทำตามความฝัน” ซึ่งสำหรับเจ้าตัวนั้นบอกว่า “จะเต้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีแรงเต้น”และได้เล่าชีวิตให้ฟังว่า เป็นชาวจังหวัดขอนแก่น คุณพ่อ-คุณแม่มีอาชีพรับราชการครู เธอเป็นลูกคนที่ 2โดยมีพี่ชาย1คน และมีน้องชาย1คน เรียนจบปริญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่งงานมีครอบครัวแต่ไม่มีลูก
นักเต้นเท้าไฟวัยเก๋าเล่าจุดเริ่มต้นการเต้นให้ฟังว่า จริง ๆ ก็เป็นคนชอบเต้นมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เต้น ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างในตอนนั้น พอโตขึ้นก็ชอบออกกำลังกาย หลังเลิกงานหรือวันหยุดจะเข้ายิม เข้าฟิตเนส ซึ่งจะมีทั้งเวทมีทั้งเทรนนิ่ง และยังมีแดนซ์มีเต้นด้วย เพราะก็เป็นคนชอบเต้นอยู่แล้วจึงเข้าคลาสเต้นมากกว่าที่จะเล่นเวท พอเต้นเยอะเข้า เลเวลก็จะสูงขึ้น และด้วยเวลาในการเข้าคลาสเต้นน้อยนิด รู้สึกไม่สะใจ ก็ตัดสินใจตามครูไปเรียนที่สตูดิโอสอนเต้นเลย

ลีลาเต้นกระชากวัย
“เริ่มเต้นจริงจังตอนอายุประมาณ40ปี ซึ่งตอนนั้นก็รู้สึกว่าเราแก่มากแล้วนะ ตอนแรก ๆ ก็แอบเขิน ๆ อยู่ เพราะว่าตอนที่อยู่ฟิตเนสน่ะ คนรุ่นราวคราวเดียวกันก็เยอะ เลยไม่รู้สึกอะไร แต่ที่โรงเรียนสอนเต้นส่วนใหญ่จะเป็นเด็กวัยรุ่น และเต้นเก่ง ๆ กันทั้งนั้น เราก็จะไม่ค่อยกล้า จะหลบอยู่หลังห้อง เต้นแบบแอบ ๆ หลบ ๆ ไม่ให้ครูเห็น แต่คุณครูสอนเต้นก็จะบอกว่าครูเห็นทุกคนนะคะ(หัวเราะ)ซึ่งแรก ๆ เราคิดว่าเราเต้นไม่เก่ง ก็ต้องรวบรวมความกล้ามาก ก็แบบหูย…ไม่ได้แล้ว ต้องรีบจำ ต้องโฟกัส แล้วก็พยายามทำตามที่ครูสอนให้ได้ คือกลัวว่าจะเต้นไม่ทันเขา กลัวจะเป็นตัวถ่วงเขา แต่พอเข้ามาเต้นจริง ๆ มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แล้วเราก็เต้นได้นี่นา”
ทางนักเต้นCover Danceวัยเก๋ารายนี้ยังเล่าบรรยากาศในการเรียนเต้นต่อไปว่า ตอนนั้นที่เต้นแรก ๆ แค่รู้สึกชอบเฉย ๆ แล้วพอเต้นจริง ๆ “เอ้า!!…มันสนุก” เป็นบรรยากาศแบบคนที่ชอบเต้นมารวมตัวกัน มันก็เลยไม่มีคำว่าคนนี้ทำได้-คนนี้ทำไม่ได้ จะเป็นเหมือนกับเราช่วยกันมากกว่า…ประมาณนั้น แล้วพอเต้นบ่อย ๆ ร่างกายมันก็จำเอง เต้นไป…เต้นไป…เราก็รู้สึกว่า “เอ๊ะ!!..มันก็ได้อยู่นะ” ทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเอาแค่ว่าอยู่ในคลาสแล้วเราเต้นให้ได้ตรงกับที่ครูสอนเนี่ย เราก็รู้สึกดีใจแล้วไง พอมันยิ่งได้ มันก็ยิ่งชาเลนจ์ตัวเอง รู้สึกว่ามันท้าทาย มีเพลงใหม่มาต้องทำการบ้าน ต้องคิด ต้องจำ

กับคุณสามี
“เราชอบเต้นมาก แล้วก็เอามาลงใน TikTokและแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ แต่ใน TikTok คนจะเข้ามาดูมาก มีคนติดตามและเเชร์เยอะมาก ก็เลยดังใน TikTok เลย สไตล์การเต้นที่ชอบ ตอนแรกคือฮิปฮอป ชอบเต้นฮิปฮอปเพราะได้ใช้กล้ามเนื้อ และรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งก็ต้องแข็งแรงพอ นอกจากนี้ก็ชอบเต้นสตรีท ซึ่งจะลื่นไหลแต่แข็งแรง และได้ใช้ทุกมัดกล้ามเนื้อ มันแรงสะใจดี แล้วพอเทรนด์เกาหลีเข้ามาแรก ๆ เห็นเด็กๆ เต้นแล้วน่ารักดี ก็ลองไปเต้นกับเขาด้วย แต่ไม่ค่อยชอบK-Popแรก ๆ รู้สึกหน่อมแน้มไปหน่อย ไม่ค่อยฟาด แต่มาตอนหลังK-Popเขาก็เปลี่ยนมาฟาดมาก เราชอบเต้นแบบฟาด ๆ สไตล์ลิซ่าเต้นถูกใจมาก แล้วมาตอนหลังT-Pop เทรนด์ไทย ก็โอเคมากเลยนะ ซึ่งช่วงไหนที่ไม่ได้เรียนเต้น ก็จะแกะท่าเอง แล้วเอาลง TikTok อาทิตย์ละ1-2ครั้ง”

จุง–จุไรรัตน์ เล่าย้อนอีกว่า ช่วงโควิด-19ระบาดนั้น เพราะช่วงนั้นสังคมต้องเว้นระยะออกห่างจากกัน เธอไม่สามารถเดินทางไปออกกำลังกายในฟิตเนสและเต้นที่สตูดิโอได้ เพราะเขาไม่ให้รวมกลุ่ม ร่างกายไม่ได้ขยับยืดเส้นยืดสาย แต่ใจอยากเต้น ก็เต้นหน้าบ้านนี่แหละ พอลง TikTok ก็สนุกตรงนี้ ช่วงนั้นครูสอนออนไลน์ด้วย ทำการบ้านส่งครูก็ใช้วิธีลงใน TikTok
“คลิปที่คนรู้จักเราเยอะ เป็นเพลงของ BLACKPINK ซึ่งมีท่าที่ต้องย่อลงแรง ๆ ตอนแรกก็ไม่กล้าย่อนะ แต่พอเต้น5-6ครั้ง เราก็ย่อได้แล้ว พอย่อได้แรง ๆ ก็ประหลาดใจตัวเองเหมือนกันนะว่า…เราย่อได้ด้วยเหรอ ต่อมาก็เต้นเพลงดัง ๆ ที่คนรู้จัก ซึ่งที่ทำให้คนสนใจอีกอย่างก็คือคนคงเห็นว่าเราอายุเยอะแล้ว แต่ยังเต้นเพลงของเด็ก ๆ ได้ เลยทำให้คนติดตามเยอะ… เพลง Shut Downของ BLACKPINK เป็นคลิปเต้นที่แจ้งเกิดใน TikTok ของเรา ซึ่งมียอดคนดู3.5ล้านวิว และก็ยังมีอีกหลายคลิปที่กลายเป็นไวรัล คนดูหลักหลายล้านวิว”ทาง จุง–จุไรรัตน์ เล่ายิ้ม ๆ

กลมกลืนได้กับทุกวัยสบายมาก
เมื่อถามถึง ฉายา “ลิซ่ารุ่นแม่” เจ้าตัวหัวเราะ และเล่าว่า ฉายานี้ได้มาตอนที่ดังเป็นไวรัลช่วงแรก ๆ ลิซ่ากำลังดัง เธอก็ทำคลิปเต้นเพลงลิซ่านี่แหละ พอเต้น Shut Down ก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์กันมาก คลิปไวรัลมาก คนดูเป็นล้าน ก็รู้สึกดีใจมาก แล้วคนก็ตั้งฉายาให้ในโชเชียล ซึ่งพอ BLACKPINKออกซิงเกิลใหม่มาทุกครั้ง ก็จะไวรัลมาก ดังนั้นเธอเองก็จะช้าไม่ได้แล้ว ต้องรีบแกะท่า เพราะทุกคนอยากเป็นลิซ่าหมด ก็เช่นเดียวกับเธอที่ก็อยากเป็นลิซ่าเหมือนกัน
“จริง ๆ ต้องขอบคุณน้องลิซ่านะ ที่ทำให้หลาย ๆ คนออกมาเต้น ออกมาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ในสิ่งที่ตัวเองเคยคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ Gen ตัวเองทำ เราเองเวลาที่ลงคลิปไป คนที่เข้ามาคอมเมนต์ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กวัยรุ่น แบบชื่นชมเรา(หัวเราะ)เช่น… สุดยอดมาก…หนูจะแข็งแรงเท่าคุณแม่นะคะ,คุณแม่เป็นไอดอลของหนูเลยนะเนี่ย, อยากให้คุณแม่ของหนูมาเต้นแบบคุณแม่จุงบ้างจังเลย หรือบางคนก็จะเมนต์ติดตลก ๆ ว่า… ชอบคุณแม่จุงมาก ๆ ๆ ๆ หนูไล่แม่ออก…แล้วให้แม่จุงมาเป็นแม่หนูแทน หรือเมนต์แบบขำ ๆ ว่า… คุณแม่เต้นไปเลยนะ…หนูจะปวดหลังแทนเอง หรือ… คุณแม่เต้นเลยนะ…หนูจะแก่แทนคุณแม่เองค่ะ อย่างนี้เป็นต้น”เจ้าตัวเล่าอย่างปลื้มปริ่ม

ทำคลิปลงโซเชียลมีเดีย
และพอถามถึง “ไอดอลในการเต้นที่ชื่นชอบ” ทาง จุง–จุไรรัตน์ นักเต้นCover Danceวัยเก๋า เธอบอกว่า เต้นได้ทุกแนวและทุกสไตล์ โดยไอดอลแรกแนวสตรีท ที่ชอบมาก ๆ คือ ไมเคิล แจ็คสัน พอเริ่มเรียนK-POPก็จะชอบ ลิซ่า และ จ็องกุก-BTS ส่วนแนวT-POPก็จะชอบวง โฟร์อีฟ ซึ่งสำหรับเธอนั้นการที่ได้เต้นได้ออกกำลังกาย มันทำให้ไม่รู้สึกว่าตัวเองแก่ คือมีความรู้สึกเหมือนอายุเท่าเดิม กระชุ่มกระชวย และแอคทีฟตลอดเวลา เหมือนคนอยู่ในโลกแห่งความสนุก แต่เวลาทำงานเธอก็ทำงานเต็มที่ และเวลาอยู่บ้านก็เป็นแม่บ้านที่สมบูรณ์เต็มที่ คือจะเอนจอยกับทุกเรื่องที่อยู่รอบข้าง
“แม้จะอายุ 61ปี แต่ยังทำงานประจำอยู่ ทำงานทางด้านก่อสร้าง สร้างอาคาร งานเครียดแหละ คือแบบงานเยอะ แล้วเราก็ต้องcatch upทุกสิ่งทุกอย่างในแต่ละวัน แล้วประชุมก็เยอะ ทำงานก็มีความเครียดอยู่แหละ แต่พอหลังเลิกงานไปที่สตูดิโอ เป็นโลกอีกใบเลย ยิ่งได้ยินเสียงเพลงนะ ไปเลย ไปอีกโลกเลย คือชีวิตมันมีหลายมุม ชีวิตของเราไม่ได้มีมุมเดียว เสียงเพลงทำให้เราสนุก มีความสุขกับการได้ฟังเพลง ได้ขยับร่างกายไปตามเพลง มีสเต็ป มีจังหวะ พอเราเต้นได้ก็เหมือนได้ผ่านอุปสรรค ผ่านไปทีละระดับ จากง่ายไปยาก มันมีบันไดให้เราก้าวไปเรื่อย ๆ”

ในลุคทำงานประจำ
พูดถึง “เสน่ห์ของการเต้น” ทาง จุง–จุไรรัตน์ บอกว่า คืออีโมชัน (Emotion)หรือแอททิจูด(Attitude)ของตัวเอง ถ้าอินกับเนื้อเพลง บางครั้งก็ไม่ต้องเต้นฟาด ซึ่งปกติเธอจะเป็นคนที่ชอบเต้นฟาดมาก ทำให้ร่างกายแข็งแรง ทำให้รู้สึกเป็นวัยรุ่น เมื่อใช้ร่างกายเยอะ ใช้เป็นประจำ ร่างกายของเราก็จะจดจำการเคลื่อนไหวของเรา การใช้ชีวิตก็จะแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา
“ตอนนี้กระแสเต้นแอโรบิกที่สวนลุมฯ ก็มาแรง ก็ชอบมาก เห็นแล้วดีใจที่คนจำนวนมากออกมาทำกิจกรรมออกกำลังกาย มาเต้นกันสนุกสนาน รู้สึกมันมีชีวิตชีวา ความฝันของเราก็อยากไปเต้นนำบนเวทีสวนลุมฯ เหมือนกันนะ (หัวเราะ) ซึ่งด้วยอายุของเรา เวลาเหลือน้อยลงแล้ว ก็อยากเต้นเก็บทุกแนว เราจะเต้นไปเรื่อย ๆ ก็เอาเท่าที่ร่างกายทำไหว แล้วก็เซฟตัวเองให้เต้นได้นาน ๆ เต้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าร่างกายจะไม่ไหว70หรือ80ปีก็แล้วแต่”
ทิ้งท้ายการสนทนา จุง-จุไรรัตน์ บอกว่า อยากเชิญชวนทุกคนออกมาเต้น เพราะการเต้นเป็นการออกกำลังกาย ได้หัวใจ ได้ปอด ได้กล้ามเนื้อ ไม่ว่าวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ หรือสูงวัยขนาดไหน ถ้าได้ทำแล้วมันจะมีความสุขขนาดที่ว่าร่างกายกับจิตใจมันไปด้วยกัน ฉะนั้น อยากให้ทุกคนออกมาขยับร่างกาย ไม่ต้องเขินอาย… “บางคนสูงวัยจะเขิน กลัวเต้นไม่ได้ กลัวเต้นไม่สวย อยากบอกว่าเต้นไปเถอะ มันสวยอยู่ที่เรารู้สีกว่าเราอินกับมัน แล้วเราก็มีความสุขกับมัน ตรงนั้นแหละสวยแล้ว นอกจากนี้เรายังได้ร่างกายที่สดชื่นและแข็งแรงด้วย ซึ่งก็อยากจะให้สวนสาธารณะทุกแห่งทั่วประเทศมีการทำกิจกรรมเต้นเหมือนที่สวนลุมฯ ด้วย ผลพวงที่ได้คือได้สุขภาพกายสุขภาพใจที่แข็งแรง สนุกสนาน เบิกบานสดชื่น…เต้นได้สังคม ได้เพื่อน ได้ความสุข”.

‘ความฝันไม่มีคำว่าสายไป’
“ฝันใหม่ได้…ไม่จำกัดอายุ” เป็นเรื่องน่าคิด ซึ่ง“จุง–จุไรรัตน์ สินแสง”บอกว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข อยากเต้นต้องได้เต้น เพราะเธอมองว่า ความฝันมันไม่จำเป็นต้องมีตั้งแต่เด็ก ๆ หรอก ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ฝันได้ และก็สามารถจะเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนวัยทำงาน วัยกำลังจะเกษียณ หรือวัยเกษียณ
“การที่เราได้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ สิ่งที่ตัวเองฝัน ทิ้งอีโก้ ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง จะไปอายอะไร ยิ่งวัยเกษียณ วัยนี้ไม่ต้องอายแล้วค่ะ คือเราผ่านมาเยอะแล้วไง จะไปกลัวอะไร ถึงตรงนี้แล้วไม่ต้องกลัวแล้ว มาทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องการ มาทำในสิ่งที่มันมีความสุข สิ่งที่ตัวเองฝัน มาทำเลย แล้วเราจะรู้สึกว่ามันตอบโจทย์ในชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองฝันมาตั้งแต่เด็ก ๆ หรือว่าจริง ๆ ความฝันมันก็ไม่จำเป็นต้องมีตั้งแต่เด็ก ๆ หรอก ตอนนี้ก็ฝันได้ ฝันไปเถอะ และสามารถเริ่มใหม่ได้ทุกวัน ไม่ต้องบอกว่าเริ่มต้นสายไปแล้ว พรุ่งนี้ก็ยังเริ่มได้เลย ฉะนั้น ฝันไปเลย แล้วก็ทำตามความฝันตรงนั้นแหละ พอเราได้ทำปุ๊บนะ มันจะเหมือนได้หลาย ๆ สิ่งกลับมา อย่างที่เราชอบไง เราก็มีความสุข พอเรามีความสุข คนรอบข้างเราก็มีความสุขเช่นเดียวกัน”.
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



