นอกจากผลงานจะโดดเด่นแล้ว เส้นทางชีวิตของดีไซเนอร์รุ่นใหม่มาแรงคนนี้ก็มีแง่มุมน่าค้นหา ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” อยากพาไปทำความรู้จักกับ “รุจ กล้ำศรี” เจ้าของเรื่องราวนี้ให้มากขึ้น…

รุจ กล้ำศรี เจ้าของรางวัล “ดีไซเนอร์หน้าใหม่ระดับอาเซียนที่น่าจับตาแห่งปี 2026” เล่าประวัติให้ฟังว่า เขาเป็นคนกรุงเทพฯ เป็นลูกคนสุดท้องของ คุณพ่อ-สาโรจน์ กับ คุณแม่-บัวไข และมีพี่ชายอีก 1 คน คือ กนกพล กล้ำศรี ส่วนการศึกษา เขาเรียนที่ โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ สามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึง ม.6 จากนั้นเข้าเรียนระดับปริญญาตรี ที่วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CCI ) สาขาวิชาเเฟชั่น สิ่งทอ เเละเครื่องตกเเต่ง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โดยปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 ที่สาขาและคณะนี้

ส่วน “เส้นทางสู่โลกดีไซเนอร์”รุจย้อนความหลังว่า จริง ๆ ตั้งแต่สมัยมัธยม เขาไม่รู้ตัวเองแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำว่าอนาคตอยากเป็นอะไร ทำให้ตอนนั้นจึงเหมือนเป็นแค่เด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ไม่มีความฝันในอนาคต เนื่องจากยังไม่ค้นพบตัวเอง แต่ด้วยความชอบเล่นอินสตาแกรม และชอบไปกดไลก์ภาพเกี่ยวกับแฟชั่นและงานดีไซน์ก็อาจจะได้ซึมซับเรื่องนี้เข้ามาในหัวบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขึ้นชอบอาชีพดีไซเนอร์ จนมาเจอจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อตอนที่ลงคอร์สเรียนติวเข้มเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่อาร์ทเฮาส์ (Art House) ซึ่งเป็นสถาบันกวดวิชาศิลปะ เพื่อดูว่าตัวเองชอบศิลปะและการออกแบบดีไซน์จริงไหม

ช่วงที่เรียนติวนั้นเป็นช่วงที่เหนื่อยมาก เพราะต้องวิ่งรอกระหว่างโรงเรียนประจำกับห้องติวศิลปะตลอดทั้งสัปดาห์ แต่ทุก ๆ ครั้งที่เข้าห้องเรียนออกแบบดีไซน์จะรู้สึกชอบช่วงเวลานี้มากเป็นพิเศษ เพราะได้ใช้ไอเดีย ได้ใช้ความคิด ยิ่งเวลาที่ได้ร่างลายเส้นใบหน้า วาดสเกตช์โครงร่างและได้ลองออกแบบเสื้อผ้าก็ยิ่งรู้สึกชอบ จนค้นพบตัวเองว่านี่แหละคือตัวเรา” รุจเล่าเรื่องนี้ และจากจุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เขาเลือกเรียนด้านดีไซเนอร์ โดยได้ยื่นพอร์ตโฟลิโอเพื่อสมัครเข้าเรียนวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CCI) มศว โดยเขาเผยความลับเรื่องนี้ว่า ที่เลือกเรียนที่นี่ เพราะเขาอยากเข้ามาเรียนในเมือง และจากที่หาข้อมูลมาจึงเชื่อมั่นว่า ที่นี่น่าจะเหมาะกับเขา เพราะเปิดกว้างให้กับความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ

รุจเล่าต่อไปอีกว่า หลังก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยก็พบว่า โลกแฟชั่นที่นี่ไม่มีคำว่าจำลอง แต่คือโลกแฟชั่นของจริง เพราะตั้งแต่เข้าเรียนปี 1 ก็ได้รับบททดสอบมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยแรก ๆ ที่ผลักดันให้นิสิตชั้นปี 1 ต้องจัดแสดงแฟชั่นโชว์สู่สายตาสื่อมวลชนและสาธารณชนจริง ๆ โดยโปรเจกต์แรกที่เขาได้ลงมือทำคือ การออกแบบชุดแฟชั่นภายใต้สีขาวและเน้นความเป็นโครงสร้าง” ซึ่งนิสิตในสาขาทั้ง 60 กว่าคนจะต้องเค้นไอเดียตัวเองเพื่อแข่งกัน โดยอาจารย์ไม่ตีกรอบหรือวางกฎเกณฑ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้ปลดปล่อยความคิดตัวเองได้อย่างอิสระแบบเต็มที่

ผลงานที่ลงนิตยสาร Vogue Philippines

รุจเล่าว่า เมื่อได้รับโจทย์นี้ เขาก็พยายามเค้นศักยภาพ และมุ่งมั่นในการออกแบบตัดเย็บเต็มที่ ซึ่งผลลัพธ์จากการทุ่มเทส่งผลให้คว้า รางวัลคอลเลกชันยอดเยี่ยม (Best Project Collection) มาครองได้สำเร็จ ซึ่งรางวัลนี้เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นเลิศที่จุดประกายความมั่นใจให้กับเขาที่เคยตั้งคำถามถึงศักยภาพตัวเอง โดยรุจบอกว่า เมื่อขึ้นปี 2 โอกาสก็วิ่งเข้ามาหาเขา โดยอาจารย์ที่คณะมองเห็นแวว จึงส่งตัวเขาเข้าประกวดในเวที การออกแบบผ้าไทยในโครงการ New Gen Young Designer ภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ถือเป็น “สนามใหญ่ของจริงระดับประเทศครั้งแรก” ของเขา ที่อยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัย โดยเขาบอกว่า รายการนั้นเขาต้องแข่งกับดีไซเนอร์รุ่นพี่ ๆ และมืออาชีพจากทั่วทุกสารทิศจำนวนกว่า 300 คน โดยเขาก็ได้ตัดตัวเข้ารอบมาเรื่อย ๆ จากรอบภูมิภาคเหลือเพียง 40 คนสุดท้ายเพื่อเข้าสู่เวทีแข่งระดับประเทศ ซึ่งเขาเผยความลับในการลงแข่งขันรายการครั้งนั้นว่า

ตอนนั้นไม่มั่นใจตัวเองเลย เพราะคู่แข่งแต่ละคนมีประสบการณ์ในวงการแฟชั่นมานาน และลงแข่งมาหลายสนามแล้ว ที่สำคัญกระบวนการทำงานในสนามจริงไม่ง่ายเหมือนในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะเราต้องวางแนวคิด ไปจนถึงการขึ้นโครงผ้าดิบ ซึ่งแตกต่างจากงานมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าต้องรื้อโครงร่างทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะผ่านสายตาของคณะกรรมการระดับปรมาจารย์ จนได้รับอนุญาตให้ตัดเย็บจริง” รุจเล่าถึงประสบการณ์ในตอนนั้น

และสนามแข่งขันนี้เองที่ทำให้เขามีโอกาสสัมผัสและทำงานร่วมกับผ้าไทย โดยครั้งนั้นเขาเลือกใช้ ผ้าพื้นถิ่นของ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์” ซึ่งเป็นลวดลายพื้นถิ่นที่มักถูกหลายคนมองข้าม เนื่องจากมีอคติกับผ้าพื้นเมืองว่า ทั้งแก่ ทั้งเชย ซึ่งเขานำผ้าพื้นถิ่นนี้นำมาตีความใหม่ด้วยการ ใส่โครงสร้างที่ทันสมัย และออกแบบให้สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะอยากเปลี่ยนมุมมองที่หลายคนมีอคติกับผ้าชนิดนี้ และในที่สุดผลงานนี้ก็คว้า รางวัลเหรียญทองระดับประเทศ มาครองได้สำเร็จ ทำให้เขาได้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ มากมายในเวลาต่อมา ทั้งได้ทำงานกับแบรนด์แฟชั่นต่าง ๆ รวมถึงมีโอกาสถวายงานออกแบบโปรเจกต์ ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อยู่เนือง ๆ ด้วย โดยรุจเล่าอีกว่า หลังจบการแข่งรายการดังกล่าว รุจก็กลับมาเริ่มทำโปรเจกต์ปี 2 ในช่วงเทอมแรก โดยเขาเลือกทำงาน “ผ้ามัดย้อม” และพอเข้าสู่เทอม 2 ก็เลือกทำโปรเจกต์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบุรุษผู้เป็นตำนานแห่งการอนุรักษ์พงไพร คือ “สืบ นาคะเสถียร” ซึ่งเป็นงานแรกที่ได้เล่นกับงานจักสาน โดยรุจเล่ากระบวนการทำงานของโปรเจกต์นี้ว่า เมื่อโปรเจกต์เริ่มต้น เขาได้ตัดสินใจบินไป จ.เชียงใหม่ เพื่อฝังตัวทำงานร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านและช่างฝีมือท้องถิ่น ซึ่งเปลี่ยนชีวิตและมุมมองเขา

ทำงานกับแม่ ๆ ช่างทอผ้าพื้นบ้าน

ตอนได้ลงไปทำงานกับชุมชน โดยเฉพาะกับป้าไก่และพี่โก๊ะนั้น ทำให้พบว่า ชาวบ้านมีความเชี่ยวชาญและมีสกิลงานฝีมือที่ประณีตมาก ๆ แค่ยังขาดด้านดีไซน์ เราจึงนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบสากลไปผสมผสานเข้ากับเส้นตอกไม้ไผ่ธรรมดา ๆ เพื่อเปลี่ยนงานหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นโครงร่างเสื้อผ้าชั้นสูง สไตล์โอตกูตูร์ (Haute Couture)”

เมื่อความประณีตจากงานหัตถกรรมไทยดั้งเดิมผสมผสานกับโครงสร้างที่ล้ำสมัย ผลลัพธ์ที่ได้จึงไปเตะตาบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นต่างประเทศ จนได้รับการตีพิมพ์ลงใน นิตยสาร The White Line Issue ของยุโรป ก่อนที่กระแสความปังจะมาเข้าตา Vogue Thailand จนมาชวนเขานำชุดไปถ่ายแฟชั่นเซ็ตลงนิตยสารฉบับปี 2025 ก่อนที่กองบรรณาธิการ Vogue Philippines ถึงกับต่อสายตรงมาขอนำข้อมูลและผลงานของเขาไปตีพิมพ์ลงใน นิตยสาร Vogue Philippines พร้อมกับเลือกให้เขาเป็น 1 ใน 10 ดีไซเนอร์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่น่าจับตามองที่สุดแห่งปี 2026

ตอนแรกยังไม่เชื่อ คิดว่าโดนหลอกเปล่า (หัวเราะ) แต่พอได้เห็นผลงานลงตีพิมพ์ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมาก เพราะเล่มนั้นมีเราและพี่ที่เป็นคนไทยอีกหนึ่งคนที่เป็นแบรนด์ดังระดับประเทศได้ลงตีพิมพ์”รุจเล่าความรู้สึกตื่นเต้น

ถ่ายโปรเจกต์แฟชั่นเซ็ตกับเพื่อน ๆ ที่คณะ

นอกจากนี้รุจยังได้รับเกียรติให้เป็น 1 ใน 4 ดีไซเนอร์จากทั่วประเทศที่ได้ลงพื้นที่ออกแบบชุดในงาน Colors of Buriram นิทรรศการผ้าไหมของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรุจเล่าถึงการทำงานกับโปรเจกต์นี้ว่า ากการได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชาวบ้าน ทำให้เขาได้เห็นผ้าทอมือของชาวบ้านอวดโฉมสู่สายตาคนทั้งประเทศและสากล ซึ่งเขามองว่าเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในฐานะนักออกแบบ และยิ่งทำให้เขานั้น ยิ่งตกหลุมรักงานคราฟต์ของไทยอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ฟังเรื่องราวความสำเร็จของดีไซน์เนอร์หน้าใหม่ในอาเซียน ที่น่าจับตาที่สุดในปี 2026 แล้ว แต่ใครจะรู้ว่า กว่าความมุ่งมั่นนี้จะผลิดอออกผลมาให้เห็นวันนี้ เขากลับต้องเสียน้ำตาบนเส้นทางนี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง โดยเขาเผยว่า เคยท้อจนร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน เพราะทุกครั้งที่เริ่มทำงาน ก็จะเจอปัญหาสารพัดที่ถาโถมเข้ามา ตั้งแต่วัสดุไม่พอ ช่างเทงาน หรือแกะงานออกมาแล้วผิดสเปก จนต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่ทุกปัญหาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอกับการทำงาน

ทุกครั้งที่ร้องไห้เพราะท้อ จะเลือกมองไปที่เป้าหมายข้างหน้า แล้วบอกตัวเองว่าต้องทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับการที่เราได้ชนะใจตัวเองในทุก ๆ วัน” รุจพูดถึงความรู้สึกนี้ พร้อมกับรอยยิ้ม

นอกจากนี้เขายังมี “เกราะป้องกันใจ 3 อย่าง” โดยรุจบอกว่า สิ่งที่ทำให้ยังอดทนและมุ่งมั่นโดยไม่ย่อท้อกับเส้นทางนี้ได้มี 3 สิ่งคือ 1.ครอบครัว ที่เป็นแรงสนับสนุนที่ไม่มีเงื่อนไข โดยเขาบอกว่า ครอบครัวไม่เคยตีกรอบหรือบังคับทิศทางการเรียน แถมพร้อมซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายในการเรียนแฟชั่นเสมอ2.เพื่อน โชคดีที่เขามีกัลยาณมิตรที่พร้อมรับฟัง ให้คำปรึกษา และร่วมฝ่าฟันไปด้วยกัน และ 3.การท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยการออกเดินทางท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติหลังจบงานคือการชาร์จพลังสมอง อีกทั้งทำให้ได้ออกไปเจอวิถีชีวิตชาวบ้านและช่างฝีมือท้องถิ่น ซึ่งเป็นคลังข้อมูลชั้นดีในการนำมาต่อยอดเป็นไอเดีย

และในช่วงที่ใกล้จะเรียนจบปริญญาตรี เขาก็เริ่มที่จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับโอกาสมาเป็นผู้ส่งต่อโอกาสแล้ว ด้วยการเริ่มต้นในบทบาทการเป็นผู้ช่วยอาจารย์และที่ปรึกษาด้านการออกแบบให้กับแม่ ๆ ช่างฝีมือพื้นบ้าน เพราะเขาได้ตั้งใจเอาไว้ว่า อยากจะยกระดับทั้งคุณค่าและมูลค่างานคราฟต์ของไทย โดยรุจกล่าวว่า เขาชอบการทำงานกับแม่ ๆ ช่างฝีมือพื้นบ้านมาก เพราะเขามองว่า นี่คือห้องเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา โดยตัวเขาเอาแค่ดีไซน์สากลไปเติมให้แม่ ๆ ส่วนที่เขาได้รับกลับมาคือเรื่องของภูมิปัญญาและความรู้ที่เป็นรากเหง้าที่แท้จริง ดังนั้น เขาจึงมีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้ลงไปทำงานกับชุมชน

ช่วงท้ายของบทสนทนา “ทีมวิถีชีวิต” ถามถึง “เป้าหมายต่อไป” รุจบอกว่า วางแผนไว้ว่าอยากทำแบรนด์สินค้าและเปิดหน้าร้านของตัวเอง รวมถึงอยากจัดแฟชั่นโชว์ในประเทศไทยสักครั้ง ส่วนนอกเหนือจากนั้น ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากศึกษาต่อปริญญาโทที่เมืองหลวงแห่งแฟชั่นอย่างลอนดอนหรือปารีส และสำหรับเป้าหมายสูงสุดอีกเรื่องที่อยากจะทำให้สำเร็จ การเป็น Creative Director ให้แบรนด์ชั้นนำต่างประเทศ และได้นำผ้าคราฟต์ของฝีมือช่างไทยไปอยู่บนเรือนร่างศิลปินระดับโลก

“ทุกวันนี้วงการแฟชั่นไทยมาไกลมาก ดีไซเนอร์ไทยเองก็หันมาเล่นอะไรที่เป็นสากลมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า ช่างไทยมีฝีมือประณีตและน่าทึ่งที่สุดในโลก ขอแค่เรากล้าที่จะแสดงเนื้อแท้และลายเซ็นของเราออกไป…เพื่อให้โลกเห็นก็พอ”.

‘คาถาช่วยให้วิน’ บนเส้นทางอาชีพ

รุจ กล้ำศรี ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ดางรุ่งพุ่งแรงของวงการออกแบบแฟชั่นอาเซียน ได้แนะนำเคล็ดลับให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ๆ ก้าวสู่ความสำเร็จเหมือนกับเขาว่า เมื่อกลั่นกรองจากประสบการณ์ตัวเองก็มีคำแนะนำให้ 4 เรื่อง คือ 1.จงทำลายกรอบคำว่าเชย อย่ามองว่างานคราฟต์หรืองานฝีมือเป็นเรื่องของคนแก่ 2.ใช้โซเชียลมีเดียเป็นสะพาน โลกยุคนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสพแค่เสื้อผ้าที่เสร็จแล้ว แต่เสพเรื่องราวระหว่างทางด้วย 3.อย่าหยุดนิ่งขยันวิ่งหาความรู้ เพราะแฟชั่นไม่มีวันสิ้นสุด ความรู้วันนี้จึงมีวันหมดอายุ ดีไซเนอร์จึงต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว โดยต้องพัฒนาและอัปเดตตลอดเวลาเพื่อให้ทันความเปลี่ยนแปลง และ 4.ทำงานชนะใจตัวเองไม่ใช่เพื่อรางวัล ถ้ามุ่งแต่จะเอาชนะกรรมการ ก็จะยัดทุกอย่างลงไปจนสูญเสียตัวเอง.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน