เสียงสะท้อนจากหัวใจของ “อิง-ศิลป์ศุภา นฤมลนภากร” หรือชื่อภาษากะเหรี่ยงว่า “พอ นี เก” ที่แปลว่า “ดอกไม้ที่เบ่งบานสวยงาม” โดยเธอเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนดัง เจ้าของเพจ “นี่อิงเอง” ที่ครั้งหนึ่งเคยเลือกจะปิดบังตัวตน แต่วันนี้เธอกลับมาเป็นกระบอกเสียงให้พี่น้องปกาเกอะญอ ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปเจาะลึกชีวิตของเด็กสาวที่เกือบพ่ายแพ้ต่อโรคซึมเศร้า ก่อนจะก้าวสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านพะโข่โหล่ จ.แม่ฮ่องสอน

จาก “ห้องเรียนกฎหมาย” สู่ “มรสุมในใจ” โดย “อิง-ศิลป์สุภา” สาวปกาเกอะญอเจ้าของเรื่องราวน่าสนใจคนนี้ได้เล่ากับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ชีวิตก่อนหน้าของเธอก็ดูเหมือนจะดำเนินไปตามมาตรฐานสังคม โดยเธอเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ด้วยความหวังจะเป็นนักกฎหมาย เพราะมั่นใจเรื่องความจำที่เป็นเลิศของตัวเอง โดยไม่คิดว่า ความฝันนี้จะแปรเปลี่ยนกลายมาเป็นความกดดันให้ชีวิตตัวเอง
อิงเล่าว่า นอกจากแรงกดดันกับความฝันที่เธอได้ตั้งไว้แล้ว การที่ต้องมาใช้ชีวิตในเมืองเพื่อเรียน ทำให้เธอทั้งเหนื่อยล้าทั้งเครียด และช่วงเรียนปี 2 อิงก็เริ่มเผชิญกับ “โรคซึมเศร้า“ โดยไม่รู้ตัว ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปจากเด็กกิจกรรมที่สดใส ก็กลายเป็นคนเก็บตัว และค่อย ๆ เริ่มตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก โดยเธอบอกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นระหว่างการฝึกงานที่ศาลเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ แผนกจิตวิทยา พี่ ๆ ในที่ทำงานสังเกตเห็นความผิดปกติ และได้ลองให้เธอทำแบบทดสอบจนพบว่าสภาพจิตใจเธอกำลังมีปัญหา จนนำไปสู่กระบวนการรักษาด้วยยาและจิตบำบัด

“ตอนนั้นเราก็ไม่ได้รู้ตัวว่าเป็นโรคซึมเศร้า ที่นี่พออาการมันเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากคนคิดบวก ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคนที่เอาแต่คิดในทางลบ ช่วงฝึกงานปี 4 อิงได้ไปฝึกที่ศาลเด็กจังหวัดเชียงใหม่ แผนกให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา พี่ที่ทำงานด้วยก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเรา จึงให้เราทำแบบทดสอบ จนพบว่าเรากำลังเผชิญภาวะซึมเศร้ารุนแรง เราก็เลยเริ่มไปหาหมอเพื่อรักษาและบำบัดจนเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ”
อิงเล่าเรื่องนี้ พร้อมกับเล่าอีกว่า อย่างไรก็ดี แต่สิ่งที่ชุบชีวิตเธอให้ฟื้นคืนกลับมาอย่างแท้จริง นั่นก็คือการตัดสินใจหันหลังให้เมืองใหญ่ แล้วเดินกลับไปสู่อ้อมกอดของ “คุณตาพือพือจอเปอะเลอะ“ และ “คุณยายพีพีชาริ“ ณ หมู่บ้านพะโข่โหล่ของเธอ พร้อมกับหันกลับไปใช้สิ่งแวดล้อมที่เธอเกิดและเติบโตนำมา “ใช้เป็นยารักษาใจ”

แหล่งพลังงานชีวิต กับคุณตา-คุณยาย
จาก “ธรรมชาติบำบัด“ สู่ “เส้นทางอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ได้ตั้งใจ” เธอเล่าถึงจุดเปลี่ยนชีวิตช่วงนี้ให้ฟังว่า เธอชอบเดินป่ามาตั้งแต่เด็ก เมื่อต้องกลับมารักษาบาดแผลในจิตใจจากอาการโรคซึมเศร้า เธอจึงใช้ความเงียบของป่ามาสยบความฟุ้งซ่านในใจ โดยอิงเล่าถึงวันที่ใช้การเดินป่าเป็นเครื่องมือบำบัดว่า ทุกก้าวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ คือการเรียนรู้ความอดทน ซึ่งการเดินป่านั้น นอกจากจะช่วยเยียวยาจิตใจแล้ว เธอยังได้แง่คิดดี ๆ จากการเดินป่าที่นำมาใช้กับชีวิตได้อีกด้วย
“การเดินป่ามันเหนื่อย มันลำบาก และต้องเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ กว่าที่จะไปถึงจุดหมาย ทำให้อิงคิดได้ว่า ชีวิตกับการเดินป่าก็คล้ายกัน นั่นคือชีวิตเราก็ไม่ใช่ง่าย เพราะต้องเจอกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ แต่ถ้าเราผ่านไปได้ เมื่อไปถึงจุดหมาย มันก็คุ้มค่า” อินฟลูฯ สาวคนเดิมกล่าวเรื่องนี้
ทั้งนี้ ในระหว่างที่เดินป่านั้น เธอก็เริ่มถ่ายคลิปการเดินทางของเธอลงโซเชียล ซึ่งเธอตั้งใจเอาไว้แค่เก็บไว้ดู เพื่อเป็นที่ระลึก แต่เสน่ห์ที่เป็นธรรมชาติของเธอกลับไปเตะตารุ่นพี่อินฟลูเอนเซอร์ จนนำไปสู่การก่อตั้งเพจ “นี่อิงเอง” ขึ้นมา โดยเล่าว่า ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นอินฟลูฯ แบบจริงจัง เพราะยังมีความเขินอาย มีความประหม่า และยังกลัวรับไม่ได้กับคอมเมนต์เชิงลบ แต่ก็ตัดสินใจลองดู โดยช่วงแรก ๆ จะเป็นคลิปเดินป่า ท่องป่า และแนะนำให้คนอื่นได้รู้จักและได้เห็นป่าบ้านเกิดของเธอ โดยอิงบอกว่า ช่วงแรก ๆ คนยังติดตามไม่เยอะ จนต่อมาเธอได้ไปร่วมทริปกับรุ่นพี่อินฟลูฯ อย่าง พี่มด พี่แพท และพี่อันเน่ออนทัวร์ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น หลังจากนั้นก็ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับท่องเที่ยวมาเรื่อย ๆ แต่ยังไม่มีเป้าหมายชัดเจน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือคำแนะนำจาก “พี่เฉียง (ไปอยู่ไหนมา)” ที่ทำให้เธอเห็นเป้าหมาย นั่นคือ การนำเสนอวิถีชีวิตคนปกาเกอะญอ

ทำคลิปคอนเทนต์เดินป่า
“จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมาจากการได้รับคำแนะนำจาก “พี่เฉียง ไปอยู่ไหนมา” ซึ่งเป็นยูทูบเบอร์ชื่อดัง ที่สะกิดให้อิงมองเห็นขุมทรัพย์ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวปกาเกอะญอที่กำลังเลือนหายไป อิงจึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์ โดยมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอท่องเที่ยวเชิงวิถีวัฒนธรรม เพื่อให้คนรุ่นใหม่ภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง” เธอบอกเล่าชีวิตที่ตกบันไดพลอยโจนจากสาวดอยกลายมาเป็นอินฟลูฯ
จาก “อินฟลูเอนเซอร์” สู่ “เส้นทางเจ้าของแบรนด์ผ้าทอ” อิงได้เล่าว่า หลังจากเป็นอินฟลูฯ มาได้สักระยะหนึ่ง เธอก็มองเห็นของดีของบ้านเธอ ทำให้เกิดโปรเจกต์ในใจที่อยากทำให้เป็นมากกว่าแค่การทำคอนเทนต์ เธอจึงตัดสินใจก้าวสู่บทบาทการเป็น “ผู้ประกอบการชุมชน” ด้วยการก่อตั้งแบรนด์ชื่อ ทาเช (Ta Che)ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการที่สินค้างานฝีมืออย่าง “ผ้าทอมือปกาเกอะญอ” ถูกพ่อค้าในเมืองกดราคา เธอจึงตั้งแบรนด์นี้ขึ้นเพื่อหวังจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้
“ชื่อทาเชมีความหมายว่าทอผ้า โดยอิงนำอัตลักษณ์ผ้าทอพะโข่โหล่มาปัดฝุ่นใหม่ ด้วยการนำใส่ดีไซน์ให้ร่วมสมัยและโทนสีพาสเทลเพื่อให้เข้ากับแฟชั่นปัจจุบัน โดยเป้าหมายของเราคือทำให้ผ้าทอดั้งเดิมมีราคาที่ยุติธรรม เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปทำงานเมือง“

มีคุณยายเป็นกำลังใจ ขณะทอผ้า
อิงพูดเรื่องนี้ด้วยแววตามุ่งมั่น และผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็เกินคาด ทำให้ในปัจจุบันชาวบ้านและเยาวชนในหมู่บ้านหันกลับมาจับกี่ทอผ้าเพิ่มขึ้นถึง 40% จนสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ทั้งยังปลุกความภูมิใจในงานฝีมือให้กลับคืนมา โดยเธอเล่าเพิ่มเติมเรื่องของแบรนด์ผ้าทอมือว่า แรงงานที่ใช้ เธอจะจ้างงานคนในหมู่บ้านและเครือญาติให้มาช่วยกันทอผ้า โดยเน้นการให้ราคาที่ยุติธรรม ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ทาเชที่ทำขึ้นก็จะมีทั้งย่าม และเสื้อผู้หญิง เสื้อผู้ชาย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ที่สำคัญเธอได้ทำให้คนในหมู่บ้านเชื่อมั่นว่า การทอผ้าสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ทุกคนได้
และนอกจากการอนุรักษ์วิถีการทอผ้าปกาเกอะญอแล้ว เธอยังมี แผนพัฒนาหมู่บ้านพะโข่โหล่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนอีกด้วย โดยเธอบอกว่า อยากพัฒนาหมู่บ้านเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อให้คนในหมู่บ้านมีรายได้ เพราะหมู่บ้านพะโข่โหล่เป็นหัวน้ำของคนแม่ฮ่องสอน เนื่องจากมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีธรรมชาติสวยงาม ซึ่งก็ได้ร่วมมือกับผู้ใหญ่บ้านและคนในหมู่บ้าน โดยเริ่มจากถามความคิดเห็นก่อนว่าทุกคนต้องการไหม? ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่คือเห็นด้วย ซึ่งเราก็ใช้ความเป็นอินฟลูฯ ของเราช่วยประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้จักหมู่บ้านมากขึ้น
ก่อนปิดท้ายบทสนทนากัน “อิง-ศิลป์สุภา” อินฟลูเอนเซอร์สาวปกาเกอะญอบอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า หลังเผชิญกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ และก้าวผ่านความเจ็บปวดนั้นมาได้ ทำให้เธอพบว่า แหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือครอบครัวและบ้านหลังเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอความรัก ทำให้ทุกครั้งที่รู้สึกท้อ เพียงแค่กลับไปเห็นคุณตาคุณยายนั่งทอดไข่ให้กินในครัว ความเหนื่อยที่มีก็หายไปหมดสิ้น “พอเราผ่านความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่ต้องเผชิญเหล่านั้นมาได้ เราก็กลับมาย้อนมองดูเส้นทางของเรา และพยายามหาคำตอบที่ทำให้เรารอดจากปัญหาหนัก ๆ ทุกเรื่องมาได้ จนพบว่า…บ้านคือเซฟโซนที่ดีที่สุด”.

‘เป็นกะเหรี่ยง’ ก็ชิค ๆ คูล ๆ ได้
จากคนที่เคยอายความเป็น “คนดอย–คนปกาเกอะญา” จนไม่กล้าแม้แต่จะ “อู้คำเมืองกับเพื่อน” ขณะที่ต้องลงไปเรียนต่อในเมือง แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อคิดได้ และตัดสินใจหวนคืนกลับสู่ดอยบ้านเกิด เธอก็ค้นพบว่า สิ่งที่เคยคิดในอดีตเป็นความคิดที่ผิดมาก โดยเธอเผยความรู้สึกเรื่องนี้เอาไว้ว่า “เราควรละอายในการทำไม่ดี มากกว่าจะมามัวละอายในเรื่องเชื้อชาติ หรือชาติกำเนิดของตัวเอง” พร้อมกับ “ส่งข้อความถึงคนชาติพันธุ์รุ่นใหม่” ว่า “เรื่องของวัฒนธรรม ภาษา และเครื่องแต่งกายนั้น คือมรดกล้ำค่า ดังนั้นอย่าให้การบูลลี่ของคนที่ไม่รู้จักตัวเรามาพรากความภูมิใจในตัวตนของเราไป เพราะความงดงามของมนุษย์นั้น ความงดงามของโลกใบนี้นั้น คือความแตกต่างนั่นเอง”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน



