พูดง่าย ๆ ผลของมาตรการนี้… เริ่มมีผลกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.นี้เป็นต้นไป หากไทยไม่ได้เป็น 1 ใน 12 ประเทศ ที่ “ทรัมป์” ได้ส่งจดหมายแจ้งกลับไปว่าต้องเสียภาษีในอัตราเท่าใด
ถามว่า? ผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออะไร? แทบไม่ต้องหาคำตอบ เพราะเรื่องนี้พูดกันมานานตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาแล้ว ที่ทรัมป์ได้ประกาศนโยบายภาษีตอบโต้นี้ออกมา เพื่อตอบสนองนโยบาย “อเมริกัน เฟิร์ส”
อย่างที่รู้กันว่า…ผลการเจรจาของ “ทีมไทยแลนด์” ในสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ หรือเรียกว่า “ล่ม” ก็ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก!! เพราะไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ก็ตาม ความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกนั้น มีให้เห็นน้อยอยู่แล้ว
แต่ที่ใครต่อใครติดค้างอยู่ในใจคือ… กระบวนการเจรจานั้นช้าไปหรือไม่? ต่อให้เป็นเรื่องของสหรัฐ ที่ต้องให้เวลานัดหมาย ไม่ใช่เราก็ตาม!!
ต่อให้รัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้อง แอ่นอกบอกว่า ทำงานอย่างหนักมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่…ก็มีคำถามเกิดขึ้นอีกว่า ทำ!! แค่ไหน? พยายาม!! แค่ไหน?
หรือในความจริงแล้ว… “ความสามารถ” ของผู้ที่เกี่ยวข้อง นั้นน้อยเกินไป?
เอาเป็นว่า!! ณ เวลานี้ ความพยายามอย่างหนักของทีมไทยแลนด์ โดยผลตอบรับต้องเป็นแบบสมประโยชน์ทั้ง 2 ประเทศ หรือที่เรียกว่า “วิน-วิน” นั้นจะประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ก็ยังไม่มีใครตอบได้เช่นกัน
เพราะสุดท้ายแล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่ว่า…สหรัฐ “ยอมรับ” หรือไม่?
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า “ผลประโยชน์” ที่ไทยจะนำไปแลกเพิ่ม นั้นมีอะไรบ้างนอกเหนือไปจากข้อเสนอเดิม
ที่มีทั้ง…. เพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเน้นไปที่สินค้าเกษตรที่ไทยจะสามารถนำมาต่อยอดได้ อาทิ ข้าวโพด หรือถั่วเหลือง รวมถึงไปสินค้าเชื้อเพลิงต่าง ๆ
การผ่อนคลายมาตรการจัดเก็บภาษี หรือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อส่งเสริมการนำเข้า การเน้นพัฒนาความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง
การเพิ่มความโปร่งใสสำหรับสินค้าส่งออกเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ ว่าเป็นสินค้าเมดอินไทยแลนด์ จากประเทศที่สาม รวมไปถึงการเพิ่มการลงทุนของธุรกิจไทยในสหรัฐฯ
จนถึงทุกวันนี้คนไทยทั้งประเทศต่างกังวล ว่า ทรัมป์จะขึ้นภาษีไทยเท่าไหร่กันแน่!! ทรัมป์จะขยายเวลาการขึ้นภาษีไทย ออกไปอีกหรือไม่?
ไทยอาจเสียเปรียบทางการค้า… เพราะเป้าหมายอัตราภาษีที่ไทยจะได้รับจากสหรัฐต้องไม่เสียเปรียบเวียดนาม เพราะสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐส่วนใหญ่ เป็นสินค้าที่คล้ายกับเวียดนาม เป็นจำนวนไม่น้อย
หากไทยยังต้องเผชิญกับภาษี 36% ขณะที่เวียดนามจ่ายเพียง 20% จะทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงกว่า และจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทันที
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินว่ามาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ อาจสร้างผลกระทบมากถึง 359,104 ล้านบาท คิดเป็น 1.93% ต่อ จีดีพี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกสินค้าที่จะลดลง
แม้ว่าเวลานี้รัฐบาลได้งัดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยทุ่มงบประมาณไปมากถึง 1.57 แสนล้านบาท เพื่อลงทุน เพื่อปรับปรุงในเรื่องของถนน หนทาง รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
หรือแม้แต่วงเงินที่จะนำมาช่วยเหลือเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากการนี้ โดยเฉพาะบรรดาผู้ส่งออก ที่แม้ว่าเตรียมตัวมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม
แต่ปัญหาคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะช่วยทัดทานไม่ให้เศรษฐกิจดิ่งไปมากกว่านี้ได้นานแค่ไหน เพราะตัวเลขที่รัฐบาลประเมินนั้นเชื่อว่าจะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4%
อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้ว ขนาดยังไม่มีปัญหาเรื่องของภาษีทรัมป์เข้ามากดดัน ประชาชนคนไทยก็อยู่อย่างยากลำบากอยู่แล้ว หากปัญหานี้ยังเข้ามาถาโถมเพิ่มเข้าอีก
ก็ต้องมารอดูกันว่า “บททดสอบ” ที่ยิ่งใหญ่นี้ จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลหดหายไปอีกแค่ไหน?
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



