ความขัดแย้งทางการเมืองมาจากนายทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้บริษัทเทมาเสคของสิงคโปร์ โดยไม่เสียภาษีจนโดนครหาเรื่องจริยธรรม แต่อดีตนายกฯแม้วแก้ต่างด้วยการยุบสภา และจัดเลือกตั้งใหม่ กลายเป็นว่า พรรคประชาธิปัตย์บอยคอตเลือกตั้ง โดยอ้างว่า ไม่ผสมโรงเล่นกับเลือกตั้งปาหี่ที่จัดขึ้นเพื่อฟอกขาวให้อดีตนายกฯแม้ว .. ผลต่อมาคือเมื่อเลือกตั้ง บางเขตคะแนนไม่เลือกใครมากกว่าคะแนนผู้ชนะ มีแต่พรรคเล็กแข่ง ต่อมา การเลือกตั้งนี้ก็ถูกร้องว่า “จ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง” ก็ยุบพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ การเลือกตั้งก็ถูกศาลปกครองทำให้เป็นโมฆะ เพราะการหันคูหาออกนอก ทำให้ไม่เป็นความลับ
เมื่อเข้าสู่รัฐบาล คมช. “รัฐบาลขิงแก่”ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นนายกฯ ก็อยู่ในโหมดร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 50 ก็ได้เครือข่ายตระกูลชินกลับมา ในนามพรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ แล้วก็โดนคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากไปออกรายการ“ชิมไปบ่นไป” ซึ่งเรียกว่า งัดพจนานุกรมมาตีความคำว่าลูกจ้างกันเลยทีเดียว จากนั้น นายสมัคร ส่งไม้ต่อให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ต่อ
ปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ( ร่วมกับพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ) จากเหตุการณ์“เชื่อได้ว่า” กรรมการบริหารพรรคโกงการเลือกตั้ง กลุ่มที่ไม่ถูกตัดสิทธิ์วิ่งตั้งพรรคใหม่คือเพื่อไทย แล้วก็เกิดกรณี“มันจบแล้วครับนาย” เมื่อเสียงกลุ่มภูมิใจไทย นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ แถลงแยกพรรคออกจากเพื่อไทย ไปตั้งพรรคภูมิใจไทย ร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น ภาพนายเนวินสวมกอดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นที่จิกกัดไปพอสมควร ว่า ประชาธิปัตย์ลืมอดีตง่าย เพราะกลุ่มเนวินนี่แหละที่อภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องโกงที่ สปก.4-01 จนนายชวน หลีกภัย นายกฯ ขณะนั้นต้องยุบสภา ..และพอเห็นโควตารัฐมนตรีที่ภูมิใจไทยได้ บางคนก็ถึงบางอ้อ..อ๋อเหรอ
ขณะนั้น ม็อบคนเสื้อแดง นำโดยสามเกลอหัวแข็ง นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ รวมตัวกันเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา เพื่อจัดเลือกตั้งใหม่ ด้วยข้อหาประมาณว่า “การที่ภูมิใจไทยสวิงเสียงไปร่วมกับประชาธิปัตย์นั้นไม่ชอบธรรม เพราะประชาชนที่เลือก เลือกมาในนามพรรคพลังประชาชน ต้องไปแข่งกันในสนามใหม่” แต่ฝั่งนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ยุบสภาตามข้อเสนอ ทำให้ปี 52 เกิดการชุมนุมเสื้อแดง แต่ก็เคลียร์ให้สงบได้ จนปี 53 ยกระดับการชุมนุมโดยปิดแยกคอกวัวและแยกราชประสงค์ มีการประทะ 2 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตร่วมร้อย
รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ชุด เพื่อปฏิรูปการเมือง แก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน และปฏิรูปสื่อสารมวลชน คณะกรรมการทำงานไปได้พักหนึ่งก็สรุปรายงานส่ง ซึ่งก็มีการเผยแพร่อยู่แต่ถามว่า “ตอนนี้ใครจำได้บ้าง ว่าเขาให้ปฏิรูปอย่างไร ?” น้อยคนนักจะนึกออก บางคน เด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เคยมีคณะกรรมการ 3 ชุดนี้
ในเวลาต่อมา นายอภิสิทธิ์ยุบสภาและจัดเลือกตั้งใหม่ในปี 2554 ท่ามกลางเสียงโจมตีว่า เป็นผู้ทำให้เกิดการนองเลือดในกรุงเทพช่วงปี 53 นายทักษิณ ชินวัตร ส่งอดีตนายกฯปู น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงนำเลือกตั้ง ด้วยกระแสเสื้อแดงที่ยังแรง ( บวกกับกระแสทักษิณ ) ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชนะเลือกตั้ง และก็ดันไปเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย ทำให้องค์ประชุมจากพรรคประชาธิปัตย์วอล์คเอาท์ทั้งหมด ประธานสภาขณะนั้นให้พิจารณาต่อไปจนผ่าน กลายเป็นชื่อเล่นว่า “พ.ร.บ.ลักหลับ” ซึ่งเนื้อหาก็ไม่พ้นว่าจะต้องนิรโทษกรรมให้พี่ชายนายกฯ ขณะนั้นได้กลับบ้านเท่ๆ
ปรากฏว่า เมื่อกฎหมายผ่าน สุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อม็อบชุมนุมครั้งแรกแถวสถานีรถไฟสามเสน ข้างพรรคประชาธิปัตย์ ในยามนั้น สส.เพื่อไทยังหยามหยัน..จะมาสักกี่คนเชียว..ปรากฏว่าคนมาเยอะกว่าที่คิดมาก กลายเป็นม็อบขนาดใหญ่ รัฐบาลเริ่มนั่งไม่ติด น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้ทางออกโดยให้วุฒิสภาตีตกกฎหมายนิรโทษกรรม และสภาผู้แทนราษฎรจะไม่หยิบมายืนยัน แต่ก็ต้านกระแสไม่ได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภา ประชาธิปัตย์ก็บอยคอตเลือกตั้งซ้ำอีก ม็อบก็ขัดขวางคนที่จะไปคูหาเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่สำเร็จ
อดีตนายกฯปู ก็อยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้ โดนคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ( สมช.) พ้นจากเก้าอี้ไม่ชอบธรรม ซึ่งว่ากันว่า เป็นการย้ายที่ไขว้องค์กรนั้นองค์กรนี้ เพื่อช่วยให้ “บิ๊กอ๊อบ”พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ( พี่ชายคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ) สลับขึ้นตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้ แถมยังโดนเล่นงานเรื่องจำนำข้าว ไม่มีอำนาจอะไรเหลือแต่จัดเลือกตั้งไม่ได้เพราะม็อบขวาง อ้างแค่ว่าจะเอาปฏิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้ง ซึ่งก็ไม่รู้จะปฏิรูปอะไร เพราะจนถึงวันนี้ ปี 2568 ก็ยังไม่รู้ม็อบต้านอดีตนายกฯ ปู หรือม็อบ กปปส. จะเอาอะไร ..ก็ตามกลไกถ้าไม่ได้เลือกตั้งบ้านเมืองมันเดินหน้าบริหารอะไรไม่ได้เลย ไม่มีผู้มีอำนาจสั่ง ไม่มีผู้มีอำนาจตัดสินใจ
ก็สงสัยอยู่ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ยึดอำนาจ กปปส.จะลงทางไหน ? นี่สงสัยจริงๆ จนวันนี้ถามพวกเป็นแนวร่วมที่ไปเป่านกหวีดเย้วๆ เขาก็ยังงง บอกว่าตอนนั้นอารมณ์อุปทานหมู่ อยู่ในม็อบก็เฮกันไปเฮกันมา เดินตามลุงกำนันถึงไหนถึงกัน แต่ไม่รู้ลุงกำนันพาเดินขึ้นสวรรค์ลงนรกที่ไหน ..จะให้ปฏิรูป ก็ถามว่า ให้ใครตั้งกรรมการ ? ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ไม่มีหมวดไหนให้ตั้งกรรมการปฏิรูปการเมืองได้ และไม่มีรัฐธรรมนูญไหนบ้าจี้เขียนให้ยอมรับสภาพประเทศไม่มีรัฐมนตรีบริหารหรอก ในช่วง กปปส.แรงๆ อดีตนายกฯปูก็พยายามหาทางออก โดยใช้คำสั่งสำนักนายกฯตั้งคณะกรรมการปฏิรูป เสนอแนวคิดต่อรัฐบาล แต่ กปปส.ก็ไม่เอา ทั้งที่นั่นแหละคือ “อำนาจตามกฎหมาย”
เมื่อยึดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นรัฐบาลเอง ก็ตั้งสภาการปฏิรูปแห่งชาติ ( สปช.) ขึ้นมาศึกษาแนวทางการปฏิรูป ซึ่งถามว่า จนถึงวันนี้มีใครจำได้บ้างว่า “ข้อเสนอของสภานี้คืออะไร ?” แล้วก็ตั้งสภาติดตามการปฏิรูปประเทศ ( สปท.) มาติดตามการทำงานตามรายงานของ สปท.ต่อ ซึ่งก็ไม่เห็นจะทำอะไรได้มากเพราะ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ องค์กรไหนใครตั้งมาจะให้ไปตรวจสอบคนตั้งมันตลก ทีนี้ ในการปฏิรูปประเทศของ คสช.ก็วางกับดักไว้ในรัฐธรรมนูญอีก ให้ สว.เฉพาะกาลมีอายุ 5 ปี เพื่อติดตามผลการปฏิรูป เท่ากับว่า สว.กลุ่มนั้นรับรองนายกฯ ได้สองครั้ง การเลือกตั้งครั้งที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 สว.ก็ไปรับรองนายกฯ โดยตั้งเงื่อนไขตีกันพรรคก้าวไกล เกี่ยวกับเรื่องที่พรรคเคยเข้าชื่อแก้ไข ป.อาญา ม.112 ตอนนั้นเพื่อไทยเลยต้องไปจับกับพรรคที่มาจาก คสช.
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อดีตนายกฯแม้ว ทักษิณ ก็เดินทางกลับมาไทย และได้สิทธิ์ป่วยยาวววว นอนอยู่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ แบบใครๆ ก็มองกันตาปริบๆ ว่า “คนจนมีสิทธิ์ไหมค้าบบบ” และก็เป็นที่โจษจันกันใหญ่ว่าป่วยอะไรถึงนอนจะปีนึงได้ ไม่มีใครรู้ เพราะเวชระเบียนเป็นสิทธิผู้ป่วยจะเปิดเผยหรือไม่ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลข่าวสาร ก็เป็นเรื่องฟ้องกันยับมั่วซั่วไปหมด ใครอนุมัติให้ไปนอน รพ.ตำรวจ ? ผิดกฎหมายข้อไหน คนเกี่ยวข้องส่อโดนกันหลายคนแต่ไม่รู้ว่าอดีตนายกฯ จะโดนอะไรบ้าง และก็กลับมามีอิทธิพลในสังคมการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง
เจ้าตัวประกาศเป็นพวก สทร. ซึ่งแล้วแต่จะเลือกใช้คำเต็ม ว่า เสือกทุกเรื่องหรือสุดที่รัก อะไรที่พูดมากลายเป็นงานเข้ารัฐบาลไปหลายเรื่องอยู่ เป็นคนแรกๆ ที่แสดงความ“ไม่โอเค”กับพรรคภูมิใจไทย ส่วนพวกอดีต กปปส. ในรัฐบาล ที่เคยออกมาเย้วๆ ไล่ชินวัตร ..วันนี้แม้ว ชินวัตร ออกมาเย้วๆ ก็ไม่เห็นทำอะไร นอกจากเงียบ ( ไม่รู้แอบ ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย อยู่ในใจหรือเปล่า ) แล้วบอกว่า สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว..ซึ่งอะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะจริง ประชาธิปัตย์ที่เขาว่าไม่มีทางเป็นเนื้อเดียวกับเพื่อไทยได้ก็ยังมาร่วมรัฐบาล
ปรากฏว่า นายกฯจากฝั่งเพื่อไทยก็พ้นเก้าอี้ไปอีกคน คือนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ก็เรียกว่า “โดนคดีแม้วๆ” อีก เพราะไปแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นทนายความที่เคยต้องคดี“ถุงขนมสองล้าน” ที่เคยทำคดีให้อดีตนายกฯปู อดีตนายกฯนิดถูกวินิจฉัยว่า ขาดคุณธรรมจริยธรรม เนื่องจากขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ต้องมีมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ พรรคเพื่อไทยคุยกันไปมา ก็เอา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคมาเป็นนายกฯ แล้วตอนนี้ก็โดนสอบมาตรฐานจริยธรรมในเรื่องไปคุยอ่อนข้อกับเขมร ในความตึงเครียดชายแดนที่ไม่รู้จะจบอย่างไร ซึ่งน่าเชื่อว่า เขมรก็อยากลงให้สวย แต่เป็นฝ่ายขึ้น จะให้ลงอย่าง- ก็เสียศรีแย่
ทางฝั่งตรงข้ามเพื่อไทย คือพรรคประชาชน ( ปชน.) ก็มีข่าวทันทีว่า “จะคุยกับเสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับการโหวตนายกฯ ถ้าเกิดถึงทางตันทางการเมือง คือนายกฯอิ๊งค์ถูกสอยจากตำแหน่ง แต่ต้องทำสัญญากันว่า ถ้าให้เสี่ยหนูเป็นนายกฯ จะเร่งทำประชามติ ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเมื่อผ่าน ก็ยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่” ซึ่งว่ากันด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง “ใครจะยอมเป็นนายกฯชั่วคราว” และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าได้รัฐธรรมนูญใหม่ จะต้องยุบสภาเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่อีกหรือไม่ นักการเมืองจะสามัคคีกันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สุดคือเรื่องการเลือกตั้ง เห็นทำสำเร็จทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และ 2560 แต่พอมาตราอื่นแล้วยึกยักกันนัก
ถ้าดันไปจับมือตั้งรัฐบาลกับเสี่ยหนูจริง ก็ไม่ทราบว่า แฟนคลับพรรค ปชน.จะยอมหรือไม่… ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 20 ปีนี้ก็คือ “ทักษิณฆ่าไม่ตาย” ปี 68 ก็ยังเป็นตัวแปรทางการเมือง และหลายคน หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น เดี๋ยวนี้เยาวชนก็สนใจการเมืองมากกว่า 20 ปีก่อน และต่างก็คงได้รู้เช่นเห็นชาตินักการเมืองมากขึ้นว่า สุดท้ายก็ผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกเท่านั้น และการเมืองระดับชาติขยายไปถึงท้องถิ่นด้วย
สรุป ในสายธารเวลา 20 กว่าปี ปฏิรูปอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง player ทางการเมืองก็ตัวเดิมๆ ไอ้ที่ร่ำร้องแก้ไขกติกา ก็เพื่อพวกตัวเอง แต่มีข้อหนึ่งที่น่าจะแก้กันจริงๆ จังๆ คือการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต เพราะละเมิดกันมากเกินไป.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



