ยิ่งในเมือง ไอร้อนมาจากแดดแผดจ้าลงแบบไม่ปรานีปราศรัย ใครทำงานกลางแดดแทบจะเกรียม ต้นไม้บางชนิดเคยปลูกแดดเดือนเมษาได้ มาปีนี้ใบ“กรอบเขียว” คือไม่เหี่ยวแล้วจ้า  ต้นไม้ทนร้อนไม่ไหวจริงๆ น้ำระเหยจากใบก่อนใบแก่   อารมณ์ประมาณอบใบชาเขียวที่ต้องอบให้มันแห้งทั้งยังเขียวก่อนเอาไปป่น ..ไม่เพียงเท่านั้น มวลความร้อนระอุอบอ้าวผะผ่าวขึ้นมาจากพื้น และยังคงอมความร้อนไปถึงช่วงค่ำ

ในความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ “ภัยร้อน”มันไม่ได้โหมความฉิบหายมาแรงเท่าน้ำท่วม คือมันไม่เทโครมทำบ้านพังว่างั้นเถอะ แต่กัดกร่อนสติของคนเราให้เหน็ดเหนื่อยลงเรื่อยๆ หงุดหงิดง่ายเพราะไม่สบายตัว  ร่างกายก็แย่จากอาการฮีทสโตรก หน้าร้อนมีฝุ่นเยอะกระทบทางเดินหายใจอีก คนเลยวัยกลางคนอาการหนักง่ายเพราะคนไทยจำนวนมากเป็นโรคไม่ติดต่อที่เกิดจากโภชนาการ เช่น ความดัน โรคอ้วน อาการเกี่ยวกับไขมัน

พ.ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า เมื่ออุณหภูมิสูงร่วมกับความชื้น ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยาก เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพในหลายกลุ่ม และยังมีภาวะ “เครียดจากความร้อน (Heat Stress)”  มักเริ่มจากอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ เหงื่อออกมาก และอาจพัฒนาไปสู่“โรคลมร้อน (Heat Stroke)” ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจเสียชีวิตได้  ..ในการขยายตัวของเมือง มีการก่อสร้างจำนวนมาก อาชีพทำงานก่อสร้างน่าเป็นห่วง ไรเดอร์ที่ต้องขับรถฝ่าทั้งแดดทั้งควันพิษก็น่าห่วง อยากให้นโยบายรัฐบาลคิดถึงกลุ่มคนที่ต้องอยู่กลางแดด   

ฝ่ายค้านออกมาแสดงความเห็นแล้วคือ  ‘สส.เนม’ สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ X ความว่า ข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า ในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับอากาศร้อนถึง 63 ราย และในปี 2568 มี 21 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ประกอบอาชีพรับจ้าง และมากกว่า 60% เสียชีวิตขณะอยู่กลางแจ้ง

ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ ความร้อนไม่ได้เป็นเพียงสภาพอากาศ แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและแรงงานที่กระทบคนจำนวนมาก งานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ความร้อนมีผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง ตั้งแต่การเพิ่มความเสี่ยงของภาวะลมแดด การบาดเจ็บจากการทำงาน ไปจนถึงการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมีงานศึกษาพบว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงของภาวะไตวายจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนและในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว

สิ่งที่มาคู่กับอากาศร้อนแต่เรามักมองข้ามคือรังสียูวี โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า เมื่อค่า UV Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปก็ควรเริ่มป้องกัน และเมื่อสูงตั้งแต่ 8 ขึ้นไปควรหลีกเลี่ยงแดดช่วงกลางวัน การป้องกันจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงครีมกันแดด แต่ต้องรวมถึงการสวมเสื้อผ้าที่ปกปิด การใช้หมวกหรือแว่นกันแดด  การลดเวลาทำงานกลางแจ้งในช่วงแดดจัด

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “อากาศร้อนแค่ไหน” แต่คือ “เราปกป้องคนทำงานจากความร้อนแค่ไหน” ในหลายประเทศ ความร้อนไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถูกกำหนดให้เป็น “ความเสี่ยงด้านแรงงาน” ที่ต้องมีมาตรการชัดเจน ตัวอย่างเช่น ประเทศสเปนและกรีซมีมาตรการห้ามทำงานกลางแจ้งเมื่ออุณหภูมิสูงถึงระดับอันตราย ขณะที่ประเทศในตะวันออกกลางอย่างกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกฎหมายห้ามทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวันของฤดูร้อนอย่างชัดเจน ส่วนในฝรั่งเศสและออสเตรเลีย มีระบบกำหนดเวลาพัก และให้แรงงานหยุดงานได้เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย

ประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานที่กล่าวถึงความร้อน กลับยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า “เมื่อใดควรหยุดงาน” และในทางปฏิบัติ คนทำงานจำนวนมากยังต้องทำงานต่อไป แม้อุณหภูมิจะสูงเกินระดับปลอดภัย  ในช่วงที่ภาวะอากาศร้อนรุนแรงขึ้นเช่นนี้ รัฐจึงควรมีมาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดระดับความร้อนที่ต้องหยุดงานกลางแจ้ง การออกกฎเกณฑ์เรื่องเวลาพักและการปรับเวลาทำงาน การกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น แรงงานก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด คนขับรถส่งของ และตำรวจจราจร ตลอดจนการจัดให้มีน้ำดื่มที่เพียงพอ อุปกรณ์ป้องกัน และพื้นที่พักที่ระบายอากาศได้ดี

ขณะเดียวกัน รัฐควรมีระบบเตือนภัยเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง เช่น การแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือระบบสื่อสารฉุกเฉิน เมื่อค่าดัชนีความร้อนหรือรังสียูวีอยู่ในระดับอันตราย พร้อมทั้งจัดตั้งจุดพักคลายร้อนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้มีที่หลบเลี่ยงความร้อน

“ท้ายที่สุด เราต้องเลิกมองว่าอากาศร้อนเป็นเรื่องเล็ก เพราะสำหรับบางคน ความร้อนอาจเป็นเพียงความไม่สบายตัว แต่สำหรับอีกหลายคน โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้งและผู้มีโรคประจำตัว ความร้อนอาจหมายถึงการเจ็บป่วย การสูญเสียรายได้ หรือแม้กระทั่งชีวิต  ทุกวันนี้ คนไทยไม่ได้เผชิญแค่อากาศร้อน แต่กำลังเผชิญความร้อนที่ไม่เป็นธรรม ความร้อนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธรรมชาติ แต่มันคือโจทย์เชิงนโยบาย ที่รัฐต้องรับผิดชอบ” สส.เนม โพสต์   

อากาศร้อนกลายเป็นความเหลื่อมล้ำ เพราะคนจำนวนหนึ่งเข้าถึง“พื้นที่ที่มีการปรับอากาศ” ได้ไม่เพียงพอ  ..การแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือ มีกฎและนโยบายช่วยให้ไม่ต้องเผชิญความร้อนหนักมาก และการปรับสภาพแวดล้อมให้เกิดความร่มรื่นหรือลดฝุ่นให้ได้ กฎหมายเพื่อลดการเผาที่เพิ่มจุดความร้อน  

ส่วนที่ดำเนินการไปแล้ว อาทิ  กรมอนามัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนด “ดัชนีความร้อน (Heat Index)” เป็นเครื่องมือสำคัญในการเฝ้าระวังและตัดสินใจเชิงปฏิบัติ โดยแบ่งระดับความเสี่ยงเป็น 4 ระดับ ได้แก่ สีเขียว ทำกิจกรรมได้ปกติ แต่ควรดื่มน้ำสม่ำเสมอ สีเหลือง เริ่มเสี่ยง ควรลดกิจกรรมกลางแดด สีส้ม เสี่ยงสูง ควรหลีกเลี่ยงแดดและปรับเวลา และสีแดง อันตรายมาก ควรหยุดกิจกรรมกลางแจ้งทันที  ด้าน กทม. ดำเนินการเรื่องห้องหลบร้อน 

หน่วยงานที่น่าจะแอคชั่นหนักๆ อีกแห่งหนึ่งคือ “กรมโลกร้อน”หรือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ช่วยกันแก้ปัญหาความร้อน วางแผนแต่เนิ่นๆ แยกเรื่องความร้อนจากโลกร้อนออกจากเรื่องฝุ่น  รัฐบาลต้องมีนโยบายความร้อนโดยตรงด้วย เพราะอากาศมันส่อว่าจะร้อนขึ้นทุกปี.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่