การประกาศของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ในการเรียกเก็บภาษีตอบโต้นำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 36% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ..นี้้ ได้สร้างแรงกดดัน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลอยู่ไม่น้อย หากจำกันได้ ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยเคยประเมินว่าไทยน่าจะ “โดนใจ” สหรัฐ รวมทั้งการมีสัมพันธไมตรีที่ดีระหว่างกัน จะทำให้สหรัฐลดภาษีไทยลดลงเหลืออยู่ที่ 10%   

สูงอันดับ 2 อาเซียน

อะไร? คือสาเหตุ ที่ทำให้ไทยโดนภาษีตอบโต้ถึง 36% สูงเป็นอันดับ 2 ของ 10 ชาติในอาเซียน ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด และความล่าช้าของรัฐบาล หากไล่เลียง จะเห็นว่าก่อนที่ทรัมป์จะประกาศภาษีตอบโต้ไทยเมื่อ 2 เม.. 68 กระทรวงพาณิชย์เคยประเมินว่า สหรัฐจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยแค่ 11% เท่านั้น เท่ากับค่าเฉลี่ยที่ไทยเก็บภาษีสูงกว่าสหรัฐ

แต่ที่ไหนได้ หลังประเมินไม่นานเท่าใด สหรัฐก็เรียกเก็บภาษีไทยสูงถึง 36% ทีเดียว  ซึ่งแม้ไม่กี่วันต่อมา สหรัฐ จะชะลอขึ้นภาษีไป 90 วัน เปิดโอกาสให้แต่ละประเทศเข้ามาเจรจา ปรับเงื่อนไข พร้อมกับให้เก็บภาษีพื้นฐานที่ 10% ไปพลางก่อน แต่ก็ดูเหมือนว่า สถานการณ์การเจรจาไทยกับสหรัฐกลับอืดอาด ยืดยาด  

การเจรจาที่ล่าช้า

จนกระทั่งถึงต้นเดือน พ.ค. ไทยจึงได้จัดทำข้อเสนอยื่นให้กับสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ประกอบด้วย 5 ข้อ 1.ไทยจะให้ความร่วมมือกับสหรัฐ เพื่อเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เน้นอุตสาหกรรมการแปรรูป เทคโนโลยีดิจิทัล และลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน 2.ไทยยินดีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ คือ สินค้าพลังงาน เกษตร เครื่องบิน 3.ไทยจะเปิดตลาดสินค้าเกษตร นำเข้าผลไม้ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐเพิ่ม 4.ไทยแก้ปัญหาสินค้าที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออกไปสหรัฐ และการสวมสิทธิอย่างเข้มงวด และ 5.ส่งเสริมการลงทุนในสหรัฐ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงาน

แต่หลังจากนั้น ข่าวคราวก็เงียบหายไปอีกครั้ง มีแต่ข่าวรัฐบาลยุ่งกับการปรับ ครม. การเกลี่ยงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน แก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนการผลักดัน กฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งรัฐบาลมองว่า การที่ไทยเริ่มเจรจากับสหรัฐล่าช้า ไม่ได้เป็นข้อเสียเปรียบ แต่กลับเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำที่ทำให้เราได้เห็นว่าประเทศอื่นเค้าคุยอะไรกัน เพื่อเป็นต้นแบบปรับปรุงใช้กับข้อเสนอไทย สวนทางกับเวียดนามที่แสดงความพยายาม เจรจาตั้งแต่เนิ่น ๆ จนสามารถปิดดีลลดภาษีสำเร็จไปแล้ว 

เริ่มถกกระชั้นชิด

การเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐ เพิ่งเริ่มทางการ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. เวลา 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ก่อนครบเส้นตายเพียง 20 วัน โดยเป็นการเจรจาระดับเทคนิค ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ มีกระทรวงพาณิชย์เป็นตัวแทนไทย กับผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือยูเอสทีอาร์ ซึ่งทางสหรัฐได้ยื่น 5 ข้อเสนอมาให้ไทยพิจารณา ได้แก่ 1.มาตรการทางภาษีและโควตา 2.มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี 3.การค้าดิจิทัล 4.แหล่งกำเนิดสินค้า และ 5.ความมั่นคงภายในประเทศและด้านเศรษฐกิจของสหรัฐ จากนั้นวันที่ 20 มิ.ย. ไทยได้ส่งข้อเสนอกลับไป เป็นการขยายความ และเพิ่มเติมรายละเอียด จากกรอบการเจรจาที่ไทยได้เคยยื่นไปแล้ว โดยมีทั้งการลดภาษีนำเข้าในสินค้าบางรายการ, การซื้อเครื่องบินโบอิ้ง อาวุธยุทโธปกรณ์ จากสหรัฐ พลังงาน การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เป็นต้น 

เอกชนขาดความเชื่อมั่น 

ขณะที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ ก็เพิ่งได้คิวนำทีมเหินฟ้าไปเจรจาตัวแทนรัฐบาลสหรัฐ เมื่อวันที่ 1-3 ก.ค. ซึ่งเป็นระยะเวลาที่จวนตัวพอสมควร โดยพบกับ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ หอการค้าอเมริกา และสมาคมผู้ส่งออกธัญพืชสหรัฐ ซึ่งผลสรุป คือสหรัฐยังไม่โอเคกับข้อเสนอแรกของไทย และให้ไทยไปปรับปรุงส่งกลับมาใหม่ ทำให้ไทยต้องรีบประชุมเร่งด่วน และยื่นข้อเสนอที่สองกลับไปให้สหรัฐในวันที่ 6 ก.ค. ก่อนเส้นตายเพียงแค่ 2 วัน

แต่ก็ไม่ทันการ เพราะสหรัฐ พิจารณาไม่ทัน นำไปสู่การส่งจดหมายถึงไทยว่าจะยังคงเก็บภาษีกับไทยที่ 36% ต่อไปก่อน แม้สถานการณ์ ณ ตอนนี้การค้าไทยจะยังไม่เสียหายโดยตรง เพราะสหรัฐได้ยืดเวลาใช้ภาษี 10% ไปจนถึง 1 .. แต่ก็มีผลกระทบความเชื่อมั่นไม่น้อย เพราะตอนนี้ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการไม่มั่นใจเลย ว่าหลังจากนี้ผลเจรจาจะออกมาอย่างไร  ทำให้คู่ค้าต่างๆ ชะลอการสั่งซื้อสินค้าไทย สวนทางกับเวียดนามที่มีความชัดเจนของภาษีแล้ว ก็ทำให้ทำการค้าได้ปกติ

รอฟังผลข้อเสนอ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) ประเมินว่า หากสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก 36% จริง จะถือเป็นภาษีที่สูงกว่าที่ภาคเอกชนประเมินไว้ และยังสูงกว่าหลายประเทศคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม 20% อินโดนีเซีย 32% และมาเลเซีย 25% สะท้อนว่าไทยกำลังเสียเปรียบในเชิงการแข่งขัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีสหรัฐเป็นคู่ค้าหลัก เช่น อาหารแปรรูป สินค้าเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ อัญมณี เหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งคาดว่ามูลค่าความเสียหายต่อการส่งออกไทยสูงถึง 8-9 แสนล้านบาท

แม้ตัวแทนจากรัฐมั่นใจว่า ข้อเสนอที่ไทยยื่นไปครั้งที่สอง น่าจะโดนใจ ถูกใจ สหรัฐ และปลดล็อกให้ภาษีไทยลดลงมาได้ เพราะมีการเสนอแนวทางลดการขาดดุลลง 70% ภายใน 5 ปี พร้อมเพิ่มแผนการซื้อพลังงานจากสหรัฐโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะซื้อแอลเอ็นจีจากโครงการก๊าซในแอลาสก้าได้ 2 ล้านตัน ระยะเวลา 20 ปี รวมถึงการบินไทย ก็พร้อมซื้อเครื่องบินโบอิ้งถึง 80 ลำ

เตรียมพร้อมยื่นรอบที่ 3 

นอกจากนี้ ไทยพร้อมเปิดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐหลายพันรายการแบบภาษี 0% ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยต้องการ และผลิตไม่เพียงพอ ตลอดจนการแก้ปัญหาการสวมสิทธิสินค้าจากจีน ที่สหรัฐ ต้องการให้ไทยเพิ่มความเข้มงวดจากที่เสนอไป 65 รายการ ซึ่งสถานะตอนนี้รัฐบาล ยังต้องรอฟังคำตอบจากสหรัฐ ว่าจะเป็นอย่างไร

ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุด ในการประชุมที่บ้านพิษณุโลก เมื่อวันที่ 11 .. ซึ่งมีทีมไทยแลนด์ นำโดย นายพิชัย รองนายกฯ พร้อมด้วยคีย์แมนระดับประเทศ อย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า นายจักรภพ เพ็ญแข และคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม 

ทั้งนี้เพื่อมาสรุปดูภาพรวมผลกระทบทั้งระบบ ทุกสาขาอุตสาหกรรม รวมถึงการกำหนดแนวทางท่าทีเจรจาต่อไป และหากจำเป็นไทยก็พร้อมยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมเป็นครั้งที่สาม แต่รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ยังระบุไม่ได้ เพราะต้องรอฟังฟีดแบ็กจากสหรัฐกลับมาก่อน พร้อมกับตั้งเป้านายพิชัย จะบินไปพบกับตัวแทนรัฐบาลของสหรัฐอีกครั้ง ก่อนวันที่ 1 ส.ค.นี้ด้วย 

เร่งหามาตรการรับมือ 

ขณะเดียวกัน ต้องเร่งหามาตรการช่วยผู้ได้รับผลกระทบพร้อม ๆ กันไปด้วย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และภาคการเกษตร ที่ใกล้ถึงเส้นตาย 31 ก.ค. เข้ามาทุกที เพราะแม้ตอนนี้ไม่รู้ว่าสหรัฐจะเก็บภาษีไทยเท่าไร แต่สุดท้ายก็คงต้องเก็บภาษีไทยเพิ่มอยู่ดี จะมากหรือน้อยเท่านั้น โดยแนวทางการช่วยเหลือ คงหนีไม่พ้นการช่วยสภาพคล่องทั้งการให้ซอฟต์โลน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ตลาดจนให้เงินอุดหนุนภาคธุรกิจและการจ้างงานกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ลักษณะเดียวกับการช่วยเหลือแบบช่วงโควิด ซึ่งรัฐบาลได้มีงบเตรียมไว้ 4-5 หมื่นล้านบาท

ณ วันนี้ ไทยคงได้แต่ร้องเพลงรอสหรัฐต่อไป และคาดหวังจะเสียภาษีต่ำกว่าเวียดนามจริง ๆ เพราะหากไทยได้เท่ากัน หรือสูงกว่าเวียดนาม ก็นับเป็นความล้มเหลวของการเจรจา เพราะตามเนื้อผ้าแล้ว ไทยควรได้ภาษีต่ำกว่าเวียดนาม เพราะเกินดุลการค้าสหรัฐแค่ 4.6 หมื่นล้าน น้อยกว่าเวียดนามที่เกินดุล 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ถึง 3 เท่าตัว นอกจากนี้ อาจมีความเป็นไปได้ที่ไทยจะเสียภาษีแบบ 2 อัตรา คล้ายกับเวียดนาม หากเป็นสินค้าที่ผลิตในไทย เช่น สินค้าเกษตร เอสเอ็มอี จะเสียภาษีต่ำ แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำวัตถุดิบจากประเทศอื่นเข้ามาประกอบจะถูกเก็บภาษีแพง   

ดังนั้น ระหว่างอยู่ในศึก ภัยสงคราม (การค้า) เช่นนี้!! ใครจะรัก จะชัง รัฐบาลก็อย่าออกตัว ขอให้เก็บเอาไว้ก่อน ตอนนี้ขออย่างเดียว ขอพลังสามัคคี ภาวนาเอาใจช่วยรัฐบาลให้ฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยดี เพราะหาก “ดีลล่ม” ไม่ประสบความสำเร็จขึ้นมาอีก ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับคนไทยทั้งชาติ!.