ทั้งนี้ กรณี “นารีเหมาสึกพระ” ที่มีการ “ถ่ายคลิปลับเก็บไว้อื้อซ่า!!”ก็ทำให้เกิดกระแสปุจฉาอื้ออึง ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตาม กับกรณีลักษณะนี้ในภาพรวม ๆ ไม่เฉพาะเจาะจงกรณีใด ก็มีการตั้งคำถามประมาณว่า “อะไรทำให้บางคนมีพฤติกรรมแนวนี้??” หรือ…อาจเข้าข่ายเป็นกลไกทางจิตวิทยา??”รูปแบบหนึ่ง…

หรือว่า“เป็นกลไกจิตป้องกันตัว??”…

ทั้งนี้ ทาง “จิตวิทยา” หรือ “ไซโคโลจี (psychology)” มีแง่มุม “กลไกป้องกันตัวเอง”หรือ “Defense Mechanisms” ที่เป็นกลไกแบบหนึ่งที่ มนุษย์ทุกคนจะมี และอาจเคยนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยข้อมูลเกี่ยวกับกลไกนี้ ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพลิกแฟ้มสะท้อนย้ำ-สะท้อนต่อข้อมูล เป็นข้อมูลโดย รศ.ดร.เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ อาจารย์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการเผยแพร่ไว้ทาง www.psy.chula.ac.th หลักใหญ่ใจความนั้นมีว่า… ในชีวิตประจำวันคนเราย่อมไม่อาจเลี่ยงปัญหาหรือความขัดแย้งได้ ซึ่ง เพื่อจะทำให้สามารถ “จัดการกับอารมณ์ทางลบและความเครียด” ที่เกิดขึ้น หลายคนเลือกใช้วิธีจัดการปัญหารูปแบบที่มีชื่อเรียกว่า “กลไกป้องกันตัวเอง”

นักวิชาการคณะจิตวิทยาท่านดังกล่าวได้แจกแจงถึงกลไกนี้ไว้โดยอ้างอิงนักจิตวิทยาวิเคราะห์ คือ Sigmund Freud ที่ได้เคยระบุถึง “กลไกป้องกันตัวเอง” ดังกล่าวนี้ไว้ว่า… เป็นวิธีที่จะช่วยบรรเทาปัญหาได้เพียงชั่วคราว แต่จะไม่ได้ช่วยให้แก้ปัญหาที่สาเหตุ เปรียบเสมือนการใช้ยาแก้ปวด ที่อาจจะช่วยทำให้หายปวดได้ แต่ก็เพียงชั่วคราว ไม่ได้เป็นการรักษาที่สาเหตุของอาการปวด!! ดังนั้น แม้ว่าการใช้กลไกป้องกันตัวเองจะมีประโยชน์อยู่บ้าง และก็เป็นพฤติกรรมปกติที่คนทั่ว ๆ ไปก็มักมีการใช้ทั่วไป แต่ก็ เป็นกลไกที่ไม่ควรจะใช้มากจนเกินไปเพราะจะกลายเป็นคนที่ต้องป้องกันตนเองอยู่ตลอดเวลาและอาจจะหลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริงไป!! เพราะไม่ได้มองและไม่ได้แก้ปัญหาที่สาเหตุ เพราะคิดแค่ว่าอยากจะทำให้ตนเองนั้นรู้สึกสบายใจแบบนี้ก็จะ “ทำให้กลายเป็นคนที่ชอบหลีกหนีปัญหา!!”

ทาง รศ.ดร.เพ็ญพิไล ระบุไว้อีกว่า… กลไกป้องกันตัวเองมักถูกบางคนนำมาใช้ด้วยเหตุผลดังนี้… เพื่ออ้างเหตุผลเข้าข้างตนเอง” หรือ Rationalization นี่พบบ่อยที่สุด เพื่อจะให้เหตุผลหรืออธิบายความล้มเหลวบกพร่องของตน โดยการใช้กลไกนี้แบบนี้ก็คือวิธีที่คนทั่วไปเรียกว่า “การแก้ตัว”ซึ่งใช้มากไปก็อาจทำให้คนอื่นมองเป็นนักแก้ตัวตัวยง มีภาพลักษณ์ไม่ดี

เพื่อฉายสะท้อน” หรือ Projection เป็นการนำความยุ่งยากหรือความล้มเหลวของตนไปไว้กับผู้อื่นเสมือนการสะท้อนลักษณะอันไม่พึงประสงค์ของตนเองไปให้ผู้อื่น เช่น นักเรียนที่โกงสอบโดยนำโพยข้อสอบเข้าไปในห้องและถูกจับได้ ก็จะบอกครูว่านักเรียนคนอื่นก็โกงเหมือนกัน เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ใช้กลไกป้องกันตัวเองแบบนี้จะ “เบี่ยงเบนประเด็นความผิดหรือข้อบกพร่องตนเอง”โดยการชี้ให้เห็นว่า…คนอื่น ๆ ก็มีความผิดแบบเดียวกัน เพื่อให้ตนเองรู้สึกผิดน้อยลงและรู้สึกดีขึ้น

ถัดมา…เพื่อต้องการย้ายที่” หรือ Displacement นี่เป็นการถ่ายโอนความรู้สึกโกรธเคืองก้าวร้าวที่มีต่อผู้คนหรือสิ่งของไปยังบุคคลหรือสิ่งของที่อันตรายน้อยกว่า เช่น เด็กถูกแม่ตี เพราะรังแกน้อง อาจจะมีความรู้สึกโกรธแม่ แต่ก็ไม่สามารถที่จะตอบโต้แม่ได้ เด็กก็อาจจะระบายความโกรธ และความก้าวร้าว ด้วยการเตะลูกบอล หรือขว้างปาหนังสือ เพื่อ“หวังผ่อนคลายความรู้สึกเดือดดาล”และด้วยสาเหตุอย่างการ…ไม่ต้องการเก็บกดอารมณ์ทางลบไว้จากการที่โต้กลับอีกฝั่งไม่ได้

เพื่อปฏิเสธความจริง” หรือ Denial of reality ก็เป็นเหตุผลเกี่ยวกับ “กลไกป้องกันตัวเอง”ที่หลายคนมักใช้ เมื่อความจริงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทำให้ตนเองเจ็บปวด อับอาย เช่น เด็กบางคนปฏิเสธความจริงว่าพ่อแม่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว หรือบางคนไม่ยอมรับผลการเรียนที่ไม่ดีของตนเอง โดยสำหรับแบบนี้จะเป็นเสมือนหมอนกันความสั่นสะเทือนที่เกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งคนที่ใช้กลไกแบบนี้พร่ำเพรื่อจะกลายเป็นคนที่ “หลอกตนเอง” และไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องได้

หรือ…เพื่อชดเชย” หรือ Compensation เพื่อทดแทนส่วนที่ตนเองขาดตกบกพร่อง นี่มักนำมาใช้เพื่อ“ตอบสนองความใฝ่ฝันหรือความทะเยอทะยานในวัยเด็ก”ซึ่งแม้การชดเชยจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง

นอกจากนี้ก็ยังมี…เพื่อถดถอยกลับไปสู่วัยที่เล็กกว่า” หรือ Regression เพื่อลดความรู้สึกขาดความมั่นคงในชีวิต,เพื่อแสดงปฏิกิริยาตรงกันข้าม” หรือReaction Formation ป้องกันไม่ให้ความปรารถนาที่ไม่เป็นที่ยอมรับถูกแสดงออก โดยแสดงปฏิกิริยาตรงกันข้าม, เพื่อหลีกหนีและการถอนตัว” หรือ Escape and withdrawal เพื่อหนีสภาพการณ์ที่คุกคามหรือไม่เป็นที่พึงปรารถนาชั่วขณะ, เพื่อการทดเทิด” หรือ Sublimation เบี่ยงเบนแรงจูงใจที่ไม่เป็นที่ยอมรับสู่การมีพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ, เพื่อต้องการไถ่โทษ” หรือ Undoing นี่มักใช้เมื่อรู้สึกผิด จึงหาทางทำดีไถ่โทษเพื่อให้ความรู้สึกผิดลดลง

ทั้งนี้ เหล่านี้เป็น “กลไกป้องกันตัวเอง” ซึ่งหลายแบบชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องดี และถ้าใครสักคน “ก็รู้ว่าทำอะไรที่ไม่ถูกต้องร่วมกับผู้อื่น แล้วถ่ายภาพถ่ายคลิปโดยเน้นที่ผู้อื่นเก็บไว้เพียบ!!”ถ้าแบบนี้ “ก็ชวนคิดว่าเข้าข่ายหรือไม่??”

ก็เป็นธรรมชาติ “กลไกป้องกันตัวเอง”

แต่ธรรมชาตินี้ก็ “ต้องใช้ให้เหมาะสม”

ถ้า “ใช้เกินเบอร์ทั้งที่ผิดรอดยาก!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์