อย่างวันก่อนก็มีคำ เช่น “ครุกาบัติ” จากที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เผยว่ามหาเถรสมาคม (มส.) เตรียมใช้บทลงโทษที่รุนแรงมากขึ้นกับพระระดับสูง พระชั้นผู้ใหญ่ เช่น เจ้าคณะสังฆาธิการ หรือเป็นผู้ได้รับสมณศักดิ์ ถ้าความปรากฏ หรือกระบวนการ “นิคหกรรม” พิสูจน์ว่า “อาบัติสังฆาทิเสส” ที่แม้ไม่ร้ายแรงถึงขั้น “อาบัติปาราชิก” แต่ก็เป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้วงการสงฆ์มาก ๆ…
“คำพระ–คำสงฆ์” นั้น “มีอยู่มากมาย”
แน่นอน ณ ที่นี้คงไม่อาจแจงได้หมด
แต่ “เท่าที่ได้ยินกันหลัง ๆ ก็น่ารู้ไว้”…
ทั้งนี้ “คำพระ–คำสงฆ์” ที่ปรากฏออกมาในช่วงนี้ อย่าง “ครุกาบัติ” นี่ก็เป็นอีกคำศัพท์น่าสนใจ โดยใน พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ให้ความหมายเอาไว้ว่า… “ครุกาบัติ” เป็นอาบัติหนักได้แก่… 1.อาบัติปาราชิก เป็นอาบัติที่แก้ไขไม่ได้ ภิกษุต้องแล้วจำต้องสึกเสีย และ 2.อาบัติสังฆาทิเสส ที่ต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นได้ โดยศัพท์ “ครุกาบัติ” คำนี้มักจะใช้คู่กับ “ลหุกาบัติ” ที่หมายถึง อาบัติเบา หรือ อาบัติที่มีโทษเล็กน้อย …นี่เป็นความหมายและคำอธิบายของ “ศัพท์พระ” คำนี้
ขณะที่ถ้าโฟกัสที่คำว่า “อาบัติสังฆาทิเสส” ซึ่งก็เป็นครุกาบัติด้วยนั้น สังฆาทิเสส มีทั้งหมด 13 ข้อ ได้แก่… 1.ปล่อยน้ำอสุจิด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝัน, 2.เคล้าคลึง จับมือ จับช้องผม ลูบคลำ จับต้องอวัยวะอันใดก็ตามของสตรีเพศ, 3.พูดจาหยาบคาย เกาะแกะสตรีเพศ เกี้ยวพาราสี, 4.การกล่าวถึงคุณในการบำเรอตนด้วยกาม หรือถ้อยคำพาดพิงเมถุน, 5.ทำตัวเป็นสื่อรัก บอกความต้องการอีกฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้แต่หญิงขายบริการ, 6.สร้างกุฏิด้วยการขอ
7.สร้างวิหารใหญ่ โดยพระสงฆ์มิได้กำหนดที่ หรือรุกรานคนอื่น, 8.แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล, 9.แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล, 10.ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน, 11.เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน, 12.เป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนเตือนถึง 3 ครั้ง, 13.ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์ …เหล่านี้เป็นประพฤติผิดที่เข้าข่าย “สังฆาทิเสส”…
ที่ “ก็สร้างความเสื่อมเสียวงการสงฆ์”
ชาวพุทธ “รู้ ๆ ไว้แจ้งเบาะแสก็ดีนะ”

นอกจากตัวอย่างข้างต้นแล้ว จากที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ลองไล่เรียงประมวลจากคำที่ปรากฏในข่าวในช่วงหลัง ๆ ก็มีศัพท์ “คำพระ-คำสงฆ์” อีกหลายคำที่น่าสนใจ โดยแบ่งเป็นหมวดได้ดังนี้… หมวดบุคคลและตำแหน่ง อาทิ… “สีกา” เป็นคำที่พระใช้เรียก ฆราวาสผู้หญิง เป็นคำที่ปรากฏบ่อยสุดช่วงนี้, “สมณเพศ” เพศของ นักบวช ซึ่งตรงข้ามกับคฤหัสถ์ที่แปลว่าผู้ครองเรือน, “เจ้าคณะจังหวัด” เป็นตำแหน่ง พระสังฆาธิการระดับจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลคณะสงฆ์ในเขตจังหวัดของตน, “พระราชาคณะ” และ “เจ้าคุณ” เป็น สมณศักดิ์ชั้นสูง ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่พระสงฆ์, “มหาเถรสมาคม (มส.)” องค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ซึ่งมีบทบาทในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและออกมาตรการต่อพระสงฆ์
หมวดพระวินัยและอาบัติ (ความผิด) อาทิ… “พระวินัย” กฎระเบียบ ข้อบังคับพระภิกษุสงฆ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้, “อาบัติ” โทษหรือ ความผิด จากการล่วงละเมิดพระวินัย, “ปาราชิก”เป็นอาบัติร้ายแรงที่สุด ที่จะขาดจากความเป็นพระทันทีโดยในข่าวที่เป็นกระแสครึกโครมต่อเนื่องก็มีการระบุถึงปาราชิกข้อที่ 1 นั่นคือ “การเสพเมถุน”ที่เป็นความผิดฐานมีเพศสัมพันธ์, “สังฆาทิเสส” นี่รองจากปาราชิก แต่ก็เป็นอาบัติหนัก ดังที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้นำเสนอแล้วข้างต้น
ถัดมา หมวดการดำเนินการและสถานภาพ อาทิ… “ลาสิกขา–สึก” เป็นการ ออกจากความเป็นพระโดยสมัครใจ หรือสละสมณเพศ ขณะที่ “สละสมณเพศ” ก็มีความหมายเช่นเดียวกับลาสิกขา แต่เป็นการใช้คำเพื่อให้ดูเป็นทางการมากขึ้น ส่วน “พ้นจากความเป็นพระ”คือ สถานะเมื่ออาบัติปาราชิกซึ่งถึงไม่สึกก็ไม่ใช่พระ อีกแล้ว, “อธิกรณ์” หมายถึงเรื่องราว คดี หรือข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น ในหมู่สงฆ์ และต้องมีการไต่สวนเพื่อวินิจฉัย, “สอบสวนทางพระวินัย” เป็นกระบวนการ ไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาว่าพระภิกษุได้ล่วงละเมิดพระวินัยหรือไม่, “เจ้าคณะปกครอง” พระสงฆ์ผู้มี ตำแหน่งทางการปกครองระดับต่าง ๆ เช่น ตำบล อำเภอ จังหวัด ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลสอดส่องสอบสวนความผิดพระในปกครอง
นอกจากนี้ ยังมี “คำพระ–คำสงฆ์” อีกคำที่มักปรากฏเวลาที่มีกระแสกรณี “พระประพฤติไม่เหมาะสม”คือ “โลกวัชชะ”ซึ่งคือ โทษทางโลก ความผิดที่ชาวโลกติเตียน แม้ไม่ผิดพระวินัยร้ายแรงโดยตรง แต่เป็นพฤติกรรมที่คนทั่วไปมองว่าไม่เหมาะสม หรือ “ไม่สมควรแก่สมณสารูป” เช่น อยู่กับสีกาสองต่อสองในที่ลับตา, สัมผัสกายสตรี, พูดจาหยอกล้อเชิงชู้สาว ซึ่งแม้ไม่ถึงขั้นปาราชิก แต่ก็สร้างความเสื่อมเสียให้พระพุทธศาสนา ซึ่งก็อาจเป็น “สังฆาทิเสส” ที่ควรแล้วที่ มส. จะเข้มงวดด้วย
ทั้งนี้ ทิ้งท้ายด้วย 2 คำที่ก็ “น่ารู้” คือ “ทิด” กับ “สมี” ซึ่งมีข้อมูลใน www.trueplookpanya.com ที่ระบุไว้ โดยสังเขปมีว่า… “ทิด” เป็น คำเรียกผู้ที่สึกจากพระ มาจากคำว่า “บัณฑิต” ซึ่งหมายถึง ผู้มีความรู้ ผ่านการอบรมสั่งสอนมาแล้ว ส่วน “สมี” คือผู้ที่จะบวชอีกไม่ได้ตลอดชีวิต เพราะสมีเป็น คำเรียกพระผู้ต้องอธิกรณ์ขั้นปาราชิก นั่นเอง ดังนั้น ก็ตรองกันดู…
กับผู้ที่ “ต้องสึกกันอื้อ…อย่างอื้อฉาว”
กลุ่มนี้ “มีที่เรียกว่าทิดได้บ้างมั้ย??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



