เดือดดาลกันทั้งประเทศหลังทหารไทยต้องมาเหยียบกับระเบิดไปถึง 2 ครั้ง ได้รับบาดเจ็บหลายคนและถึงขั้นขาขาด 2 ราย ปลุกกองทัพเดินเกมรุก ทหารไทย ที่วันนี้ต้องงัดแผน “จักรพงศ์ภูวนาถ” รุก รบ ยุทธวิธีทางทหารใช้ในการตอบโต้แบบทันควัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โชว์แสนยานุภาพให้เห็นประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นรองใครในภูมิภาคนี้

แต่ที่สำคัญต้องรบไป เจรจาไป เพื่อให้ “กัมพูชา”รู้ว่า“ประเทศไทย” ไม่ได้มาแบบเล่นๆ
เมื่อสถานการณ์เดินเข้าสู่จุดระเบิดสงครามชายแดน โดยช่วงเช้าของวันที่ 24 ก.ค.68 เวลา 08.20 น. ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือน ในระยะประมาณ 200 เมตร ไทยก็ตอบโต้เป็นระยะ
แต่ต่อมาไม่นานทางทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธหนัก อาร์พีจี (RPG) BM21 และปืนใหญ่กระสุนแตกอากาศเหนือเป้าหมายยิงมายังฝั่งประเทศไทย ไปตกในจุดที่เป็นบ้านเรือนประชาชน สถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน รวมไปถึงโรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทำให้เห็นเป้าหมายไม่ได้หวังผลทางทหารเท่านั้น กองทัพไทยจึงต้องเปิดปฏิบัติการตอบโต้ทันที โดยส่งเครื่องบินเอฟ 16 ถึง 2 รอบ โดยเป้าหมายหวังผลทางทหารเท่านั้น
การระเบิดศึกครั้งนี้ของกัมพูชา ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งเด็ก คนชรา ต้องเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก โดยมีทั้งภาพความบาดเจ็บ ตาย การสูญเสียจากการกระทำครั้งนี้ ว่อนโซเชียล ทำคนไทยแห่ติดแฮดแท๊ก #กัมพูชายิงก่อน ตามที่กองทัพประกาศ กันรัวๆ
เหตุการณ์ปะทะของทหารทั้ง 2 ฝ่าย ทวีความรุนแรงขยายวงมาในพื้นที่พลเรือนของฝั่งไทย โดยเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอีสานตอนล่างติดชายแดนกัมพูชาอย่างน้อย 4 จังหวัดใน 5 อำเภอ ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ อ.กันทรลักษ์, จ.สุรินทร์ อ.กาบเชิงและอ.พนมดงรัก, จ.บุรีรัมย์ อ.บ้านกรวด และ จ.อุบลราชธานี อ.น้ำยืน ที่ได้รับผลกระทบ

“บิ๊กเล็ก ณัฐพล นาคพาณิชย์” รักษาราชการรมว.รมช.กลาโหม ในฐานะรมช.กลาโหม และ ผอ.ศบ.ทก. ประกาศยุติการเจรจากับกัมพูชาเปิดศึกพร้อมรบ เพราะหมดความอดทน กับทหารกัมพูชาขาดวินัยและยั่วยุ อีกทั้งผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลกัมพูชาไม่มีความจริงใจ กองทัพไทยอดทนอดกลั้นมาถึงที่สุดแล้ว
อยากให้คนไทยทั้งประเทศมั่นใจว่า กองทัพไทยจะปกป้องอธิปไตยไม่ให้ใครมาล่วงล้ำดินแดนของเรา และกราบขออภัยพี่น้องบริเวณตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ไทยจะยึดมั่นในความถูกต้องตามกฎหมายและกฎการใช้กำลัง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
จากบรรยากาศที่ตึงเครียดก่อนหน้านี้ “บิ๊กเล็ก” ออกมายอมรับว่า ถูกกดดันจาก 7 จังหวัดชายแดนที่เดือดร้อนมากเมื่อไหร่จะจบ ส่วนคนอีก 70 จังหวัด ก็เหน็บแนมว่า “หมานำราชสีห์” เพราะด้วยความที่ต้องรักษาบรรยากาศ ไม่อ่อนแอหรือแข็งเกินไปจนหาที่ลงไม่ได้ ยันมีมาตรการควบคุมดูแลปราสาทตาเมือนธม

แต่มาถึงนาทีนี้“บิ๊กเล็ก” เล่นบทแข็งโป๊กพร้อมชี้ถึงบทบาทของ “ศบ.ทก.” ณ วันนี้ ได้มอบอำนาจให้กับกองทัพไปแล้ว แต่ศบ.ทก. จะรับทราบและเห็นชอบ คือ สนับสนุนกองทัพไทยในการปฏิบัติการ และจะให้ความสำคัญกับกองทัพ เพื่อให้กองทัพมีความชอบธรรมในการปฏิบัติ
งานนี้ดูเหมือนเป็นการการรวบอำนาจแบบมีนัย ส่งสัญญาณรัฐบาลทำตามสั่ง เป็นเพียงแค่ตราประทับเห็นชอบการดำเนินการของกองทัพและบีบ “รัฐบาลแพทองธาร” ที่มีการทูตอ่อนด้วยต้องให้ไปทำหน้าที่ของตัว ด้วยการไปเจรจาทางการทูต ต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับกองทัพ
อย่างไรก็ตาม“ทีมการเมืองเดลินิวส์”ขอประณามการกระทำกัมพูชาที่สร้างความตึงเครียดและเริ่มใช้อาวุธก่อนขอเรียกร้องให้กัมพูชากลับสู่เวทีเจรจาด้วยสันติวิธีเพื่อลดการสูญเสียของทั้งสองประเทศ
รัฐบาลควรรีบออกสปีดใช้โลกล้อมกัมพูชาด้วยการดึงประเทศต่างๆ เป็นพันธมิตร กระทรวงต่างประเทศ ต้องตื่นจากหลับได้แล้ว ปลุกทูตไทยทั่วโลกช่วยกันกระชับมิตร อธิบายถึงความจริงให้โลกได้รู้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นประเทศไทย
งานนี้ฝ่ายค้านอย่างก็ไม่รอช้า “กัณวีร์ สืบแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ออกมาแฉเล่ห์แสบ “กัมพูชา” ที่หวังฟ้อง ‘องค์กรประชาคมโลก’ โดย “ฮุน มาเนต”นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ชิงจังหวะเดินเกมทำหนังสือฟ้อง รักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC แล้ว ในการที่จะให้ UNSC เข้ามาแทรกแซง เข้ามาหยุดการปฏิบัติการทางทหารของประเทศไทยที่เข้าไปทำลายประเทศกัมพูชา นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ เพราะUNSC มีข้อผูกมัดกับ180ประเทศทั่วโลกที่เป็นสมาชิก และยอมรับ

นอกจากนี้กัมพูชายังมีเล่ห์อีกด้วยการ ได้ตั้งฐานทัพไว้ที่ปราสาทต่างๆ ที่ถูกขึ้นเป็นมรดกโลก ซึ่งหากกองทัพไทยดำเนินการใดที่มีผลกระทบ กัมพูชาจะใช้โอกาสพาไทยขึ้นศาลโลก
หากไทยยังก้าวไม่ทัน “กัมพูชา” สงครามครั้งนี้ไม่ใช่มีแค่ ชีวิตผู้บริสุทธิ์ เป็นเดิมพันธุ์ แต่ยังมีอธิปไตยของประเทศ ที่เราจะไม่ให้เสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียวแบบง่ายๆ ดังนั้นไม่ควรหลงเหลี่ยมตกหลุมพรางเกมต่ำๆของเขมร
วิกฤติครั้งนี้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นวิกฤติซ้ำซ้อนของรัฐบาลหรือไม่ เพราะ “แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี” ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ปมคลิป “อังเคิลฮุนเซนกับหลานอิ๊งค์”
การพลิกเกมสู้กับกัมพูชา โดยทั้ง “พ่อทักษิณ ชินวัตร และ ลูกอิ๊งค์” จะต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่โพสต์ลงโซเชียล ว่า “รักชาติ รักประชาชนคนไทย” มันไม่พอ ต้องแสดงความจริงใจมากกกว่านี้

อีกทั้ง“คุณพ่อทักษิณ” ยังโพสต์ข้อความที่ไม่เป็นคุณกับประเทศด้วย ว่า “ขอบคุณหลายประเทศเสนอตัวช่วยไกล่เกลี่ยไทย-กัมพูชา ขอเวลาทหารไทยสั่งสอนความเจ้าเล่ห์ของ ‘ฮุน เซน’ ก่อน พร้อมติดแฮชแท็กมันช่างเหมือนพระยาละแวกเสียจริงๆ” ทำทียังมีอำนาจอยู่เหนือทหาร
การกระทำเช่นนี้สมควรหรือไม่และควรตระหนักให้มากว่า เรื่องที่บานปลายมาถึงขณะนี้เกิดจาก “ตระกูลชินกับตระกูลฮุน” หรือไม่ อย่าเอาความสะใจ ความสาแกใจ มาเติมเชื้อไฟให้อารมณ์คนไทยเดือดดาลมากขึ้น เพราะเวลานี้ กลุ่มม็อบ“คณะรวมพลังแผ่นดิน” นัดชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เรียกร้องให้ “นายกฯ อิ๊งค์” และ ครม. ลาออกแสดงความรับผิดชอบเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา บานปลายจนมีคนไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต
ดังนั้นการพลิกเกมเรียกคะแนนนิยม หรือล้างผิด ไม่ใช่แค่โพสต์หนุนกองทัพ ประณามกัมพูชา ผ่านโซเชียล แล้วทุกอย่างจะจบ “หลานอิ๊งค์”ต้องเดินหน้าสู้ตาต่อตาฟันต่อฟันกลับ “เฒ่าเจ้าเล่ห์ฮุนเซน”อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่านี้
สถานการณ์รัฐบาลตอนนี้เข้าตำราย่ำแย่ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด นอกจากจะศึกสงครามชายแดนแล้ว ยังต้องรับมือกับภัยธรรมชาติพายุวิภาน้ำท่วมภาคเหนือ ปัญหารุมเร้า
แถมยังมีเรื่องร้อนทางการเมือง ของรัฐบาลแพทองธาร1/2 ด้วยสภาพเสียงปริ่มน้ำ เกิดเหตุสภาร่มซ้ำซากตามเกมพรรคประชาชน ถ้าเห็นสส.ในที่ประชุมสภาบางตาเดินเกมนับองค์ทันที เป็นการบีบให้สภาไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ รัฐบาลก็จำเป็นต้องยุบสภาในที่สุด
ด้าน “นายใหญ่” รู้ทันเปิดหน้าออกมาช่วย “ลูกอิ๊งค์” รู้ว่าเสี่ยงก็ต้องขอโดดออกมาแนะวิธีการรักษาองค์ประชุมในสภา ในวงงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ ครม.-สส.-แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เข้าร่วมด้วยอย่างคึกคัก กว่า 300 คน ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา มีทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) พรรคกล้าธรรม (กธ.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)พรรคชาติพัฒนา (ชพน.)พรรคประชาชาติ(ปช.)

โดย“ทักษิณ” ปัดฝุ่นกางตำราเก่า เล่าย้อนถึงประสบการณ์ทางการเมืองเมื่อ 51 ปีที่แล้ว เคยช่วยราชการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯปรีดา รัตนถาบุตร ในสมัยนั้น วันนี้บรรยากาศคล้ายกัน เพราะพรรคร่วมรัฐบาลมีหลายพรรค ไม่มีพรรคใหญ่มากนัก และในตอนนั้น ก็มีบทบาทในการควบคุมสส. ให้มาโหวตกฎหมายสำคัญทุกรอบ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ หรือกฎหมายสำคัญของรัฐบาล ตนต้องอยู่ในสภาไปไล่ตามหัวหน้าพรรคต่าง ๆ และทำบัญชีชื่อไว้ เพื่อให้ผู้แทนได้อยู่ในสภาให้เรียบร้อย เพื่อให้มั่นใจเราชนะโหวต
แต่ช็อตนี้ “นายใหญ่ทักษิณ” มองข้ามถึงรัฐบาลครั้งหน้าก็จะใช้ทีมนี้เป็นเพื่อนร่วมงานต้องร่วมหัวจมท้ายเป็นรัฐบาลอีกสมัย ทำให้สมการการเมืองแบ่งเป็นสาม ขั้ว 1.พรรคเพื่อไทยรวมกับพรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยม 2. พรรคภูมิใจไทย 3. พรรคประชาชน
หลายคนมองว่าสถานการณ์ตอนนี้เห็นวี่แววการยุบสภาเร็วๆนี้ เพราะดูทรงนิติสงครามที่กำลังมาเยือน โดยมี 3 คดีใหญ่ที่งวดเข้ามาทุกขณะ โดยในช่วงเดือนส.ค.น่าจะมีความชัดเจนทั้งคดีป่วยทิพย์ นอนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ที่ยังเหลือการไต่สวนข้อเท็จจริงผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 1 นัดในวันที่ 30 ก.ค.ซึ่งคดีนี้ศาลยังไม่นัดตัดสินแต่หลายคนคาดว่าน่าจะอยู่ราวๆเดือนส.ค.

ขณะที่คดีม. 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ “ทักษิณ” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีต่างประเทศประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงสถาบัน ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 ส.ค. 2568
ส่วนคดีคลิปเสียง “อังเคิลฮุนเซนกับหลานอิ๊งค์” ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาส่งคำวินิจฉัยวันที่ 31 ก.ค.68 ยังไม่นับรวมที่ป.ป.ช.ตั้งองค์คณะกรรมการขึ้นมาไต่ส่วนอีกต่าง
ดังนั้นทางออกที่เป็นประโยชน์ของพรรคเพื่อไทย หลายคนมองว่า วิธีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดขณะนี้ เพื่อหนีปมจริยธรรม ที่36 สว.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณี“นายกฯอิ๊งค์” ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต จากคลิปเสียงสนทนา “อังเคลิกับหลานอิ๊งค์” ไม่ต้องเสี่ยงต่อการขาดคุณสมบัติตลอดชีวิต เพื่อมีโอกาสถือธงนำสู้ศึกเลือกตั้งได้อีก
ทุกย่างก้าวต้องจับตาดูล้วนมีผลกระทบ ไม่ใช่แต่กลุ่มก๊วนการเมือง แต่ยังกระทบต่อปากท้องและชีวิตของประชาชนด้วย



