ขณะที่ในเมืองย่างกุ้ง นักศึกษาคนหนึ่งเปิดดูแอปพลิเคชันที่ปกปิดตัวตนออนไลน์ของเขา เพื่อหลีกเลี่ยงคำสั่งแบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการรัฐประหารเมื่อปี 2564 ส่วนพื้นที่ภูเขาทางตะวันออกของเมียนมา กลุ่มลูกค้าในอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แห่งหนึ่ง ต่างเลื่อนดูข่าวสารจากภายนอกกันอย่างตื่นเต้น โดยอาศัยดาวเทียมของนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีระดับโลก


สงครามกลางเมืองที่กินเวลานาน 4 ปี ระหว่างกองทัพเมียนมา กับกองกำลังต่อต้านรัฐบาล ทำลายเครือข่ายการสื่อสารของประเทศ ส่งผลให้ผู้คนหันไปใช้วิธีการต่าง ๆ ทั้งแบบเก่า แบบสร้างสรรค์ และแบบทันสมัย โดยบางคนให้เหตุผลว่า พวกเขาไม่อยากถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และการติดต่อกับเพื่อนและครอบครัว ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นและสบายใจอยู่เสมอ


อนึ่ง เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของทหารมาเกือบตลอดประวัติศาสตร์หลังได้รับเอกราช แต่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ยาวนาน 10 ปี ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2553 มาพร้อมกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

แผ่นป้ายโฆษณาบริการอินเทอร์เน็ต “สตาร์ลิงก์” ที่เมืองในรัฐกะเหรี่ยง ทางตะวันออกของเมียนมา


ตามข้อมูลของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เมียนมาในปีนั้นมีซิมการ์ดราคาสูงถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,400 บาท) และประชากรที่เป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือ มีสัดส่วนไม่ถึง 5% ซึ่ง 7 ปีต่อมา ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มเป็น 82% เนื่องจากประชาชนเข้าถึงโอกาสจากเครือข่ายเซลลูลาร์ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และความแปลกใหม่ของเสรีภาพในการพูด


ทว่าตั้งแต่กองทัพเมียนมาโค่นล้มรัฐบาลพลเรือน และจุดชนวนสงคราม โลกดิจิทัลก็กลับเข้าสู่ความมืดมนอีกครั้ง โดยรัฐบาลทหารสั่งแบนแอปพลิเคชันจำนวนมาก อีกทั้งความขัดแย้งก็ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน และทุกฝ่ายต่างใช้ “การตัดไฟฟ้า” เป็นอาวุธ


ด้านกลุ่มนักเคลื่อนไหว “เมียนมา อินเทอร์เน็ต โปรเจกต์” (เอ็มไอพี) ระบุว่ามีการตัดอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเกือบ 400 แห่ง นับตั้งแต่รัฐบาลทหารยึดอำนาจ ซึ่งสิ่งที่กลุ่มเรียกว่าเป็น “การรัฐประหารดิจิทัล” ทำให้การตอบสนองเหตุฉุกเฉินเกิดความล่าช้า ขัดขวางการศึกษา และบ่อนทำลายเศรษฐกิจ


“ประชาชนประสบกับความยากลำบากที่เกิดจากการเหยีดหยามซึ่งซ้ำเติมความเจ็บปวดเช่นนี้ และพวกเขากำลังหาวิธีต่าง ๆ เพื่อต่อต้าน” นายฮัน โฆษกกลุ่มเอ็มไอพี กล่าว


แม้เมืองใหญ่หลายแห่งภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร ยังคงมีอินเทอร์เน็ตที่เสถียร แต่แพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เอ็กซ์ และวอตส์แอป กลับถูกแบนทั้งหมด


นอกจากนี้ รัฐบาลทหารเมียนมายังเริ่มบล็อกเครือข่ายส่วนตัวเสมือน หรือวีพีเอ็น เมื่อปีที่แล้ว และในตอนนี้ กองกำลังความมั่นคงของประเทศ ก็ดำเนินการตรวจสอบวีพีเอ็นแบบสุ่ม


“ประเทศอื่น ๆ มีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต และคนหนุ่มสาวสามารถเรียนรู้ได้อย่างอิสระ แต่ประเทศของเรานั้นแตกต่างออกไป เพราะทุกอย่างถูกจำกัด และผมรู้สึกว่าสิทธิของพวกเราถูกปิดกั้น” นักศึกษาชาวเมียนมาคนหนึ่ง กล่าว.


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP