ไม่ว่าต้นเหตุ…ของการปะทะกันครั้งนี้จะเกิดขึ้นมาด้วยเพราะเหตุใด จะด้วยการเมือง จะด้วยผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน แต่หายนะที่กำลังเกิดขึ้น กลับกลายเป็นหายนะของประเทศ

อย่าลืมว่า ทุกวันนี้ ทั้งประเทศไทย หรือทั้งกัมพูชา อยู่ในภาวะที่ยากลำบาก จากการค้าโลกที่ซวนเซ จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศ หรือจากปัญหาการเก็บภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ที่สำคัญ เวลานี้พี่ใหญ่-ทรัมป์ ได้ยื่นคำขาดที่ต้องการให้การปะทะของทั้ง 2 ชาติ สิ้นสุดลง โดยใช้มาตรการภาษีตอบโต้ 36% ที่กำลังจะมีผลในอีกไม่กี่วันนี้ เป็นเงื่อนไขหลัก

นั่นเท่ากับว่า…ความพยายามในการเจรจาลดภาษีตอบโต้ของ “ทีมไทยแลนด์” กำลังจะไร้ผล!! เพราะตราบใดที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ยังไม่ยุติ ผลกระทบในเรื่องภาษีย่อมเกิดขึ้นกับประเทศไทยแน่นอน

จึงไม่ต้องแปลกใจ!! ที่ภาคธุรกิจไทยจะแสดงความกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไม่ใช่เพียงแค่ผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของ “ทรัมป์” เท่านั้น

แต่!! ยังหมายรวมถึง…ธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนลงแรง เข้าไปขยายธุรกิจ ในกัมพูชา ที่เวลานี้มีผู้ประกอบการไทยลงทุนกว่า 200 ราย มีมูลค่าการลงทุนรวมกันแล้วกว่า3,785 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.24 แสนล้านบาท

ภาคเอกชนที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา มีทั้งภาคอุตสาหกรรม ที่มีการลงทุนไปแล้วกว่า 294 ล้านดอลาร์ หรือกว่า 9,534.56 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งด้านสิ่งทอและเครื่องนุ่งหม ด้านอาหาร ด้านเครื่องดื่มและอื่น ๆ

นอกจากนี้ยังมีภาคเกษตรกรรม ที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 2,124 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 68,882.38 ล้านบาท ที่มีทั้งโรงสีข้าว มีอุตสาหกรรมการเกษตรและอื่น ๆ หรือจะเป็นภาคบริการ ที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 1,366 ล้านดออลาร์ หรือกว่า 44,300.06 ล้านบาท ทั้งในส่วนของโรงแรม ธนาคาร ประกัน โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง ธุรกิจค้าปลีกและอื่น ๆ

ขณะที่การจ้างงานในกัมพูชา นั้นมีมากกว่า 62,000 อัตรา รวมทั้งมีคนไทยทำธุรกิจในกัมพูชา ประมาณ1,200 คน

แม้เวลานี้…เหตุการณ์ยังไม่ได้รุนแรงไปจนกระทบธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาแบบตรง ๆ แต่หากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนอดีตที่มีการโฆษณาชวนเชื่อปลุกระดมให้คนกัมพูชาออกมาทำร้ายทรัพย์สิน และผลประโยชน์ของนักลงทุนไทยในกัมพูชา

นั่นก็หมายความว่า!! ก็จะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับเอกชนไทยอย่างมาก ซึ่งยังไม่นับรวมเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ภาคเอกชนต้องปรับตัวปรับเปลี่ยนเส้นทางการส่งสินค้าจากทางบก ไปใช้ทางอื่นแทน ทั้งทางเรือ หรือทางอากาศ

แต่หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายไปอีก การขนส่งสินค้าทางเรือ ก็อาจไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจากนี้ไป กัมพูชา จะทำอะไร?

นี่ยังไม่นับ การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ในแต่ละปี การค้า การขายระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น จนแตะระดับกว่า 1.4 แสนล้านบาท เมื่อปี 67 ที่ผ่านมา

และ…ล่าสุด ในช่วง 5 เดือนแรก ของปี 68 (ม.ค.-พ.ค.) การค้าชายแดนไทยและกัมพูชา มีมูลค่ารวม 80,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.22 % แยกเป็นการส่งออก 63,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.99% นำเข้า 17,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.92% โดยไทยยังได้ดุลการค้ากัมพูชาอยู่ประมาณ 45,433 ล้านบาท

ขณะที่ สินค้าส่งออกสำคัญ ๆ ไปกัมพูชานั้น ส่วนใหญ่ เป็นประเภทเครื่องดื่ม น้ำแร่ น้ำอัดลมที่ปรุงรส รวมถึงเครื่องยนต์สันดาปภายในฯ ส่วนสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชา ส่วนใหญ่จะเป็นพวกผักและของปรุงแต่จากผัก เศษอะลูมิเนียม เป็นต้น

แม้เวลานี้ไทยยังได้ดุลการค้าจากกัมพูชาอยู่ก็ตาม แต่หากสถานการณ์การปะทะ ยังเกิดขึ้นอยู่ต่อไป ก็มีการคาดการณ์กันว่า ความเสียหายจะเกิดขึ้นเดือนละ 11,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการจ้างงาน ที่เวลานี้พบว่าแรงงานกัมพูชาในไทยล่าสุด ณ สิ้นเดือนพ.ค.68 มีอยู่ประมาณ 512,184 คน และส่วนใหญ่อยู่ในภาคก่อสร้างถึง 90%

แม้การจ้างงานแรงงานกัมพูชา ยังไม่มากเท่ากับแรงงานเมียนมา แต่หากแรงงานกัมพูชาถูกเรียกตัวกลับทั้งหมด เหมือนอย่างที่เห็นกันอยู่ในชายแดนปอยเปต ที่คนกัมพูชาแห่กลับบ้านตัวเองนับหมื่นคน ตรงนี้!! ก็อาจเป็นความเสี่ยงอีกเช่นกัน

เอาเป็นว่า… ณ เวลานี้ คนไทยทั้งชาติต้องรู้รักสามัคคี และไม่ฉวยโอกาส สร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเองโดยเฉพาะ… ผลประโยชน์ทางการเมือง!

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่