ณ วันนี้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การปะทะกันที่ชายแดนไทยกัมพูชา ได้กลายเป็นพายุเศรษฐกิจลูกใหม่ที่กำลังถาโถมเข้าใส่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพราะ!! ไม่เพียงแค่ทำให้การค้าการขายระหว่างกันต้องหยุดชะงัก จากการปิดด่านหรือจุดผ่านแดนระหว่าง 2 ประเทศ ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 18 แห่ง ใน 7 จังหวัด แต่สถานการณ์ที่ลุกลามได้ส่งผลต่อชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ส่งผลต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหารด่านหน้า ส่งผลต่อทรัพย์สิน รวมไปถึงส่งผลต่อจิตใจของประชาชนคนไทยทั้งชาติ

แม้พื้นที่ปะทะจะเกิดขึ้นในบริเวณจำกัด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า ด้วยโลกในยุคดิจิทัล ที่ประชาชนต่างเสพสื่อโซเชียลเป็นชีวิตจิตใจ ก็อาจทำให้เกิดกระแสในทางที่ไม่ถูกไม่ต้องหรือที่ไม่คาดคิด จนทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โตขยายวงกว้างออกไปอีกก็เป็นไปได้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควบคุมไม่เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอย่าลืมว่าเวลานี้การอาศัยช่องทางสื่อโซเชียลเพื่อปลุกเร้าอารมณ์คนนั้น สามารถทำได้โดยง่าย เพียงแค่ใส่ไฟสุมไฟเข้าไปก็อาจทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้บานปลายก็เป็นไปได้

แรงกระแทกเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามในเวลานี้คงไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสถานการณ์ความรุนแรงนี้จะยุติลงเมื่อใด หากยิ่งยืดเยื้อ ยิ่งใช้เวลามากเท่าใด ก็รังแต่จะทำให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับแรงกระแทกมากขึ้นตามไปด้วย เพราะทุกวันนี้เศรษฐกิจไทยเอง ก็กำลังอ่อนแอจากเศรษฐกิจโลกที่ซวนเซ ผนวกเข้ากับแรงกระแทกจากนโยบายภาษีตอบโต้ 36% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขีดเส้นตายไว้ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ขณะที่ผลของการเจรจาต่อรองของทีมไทยแลนด์กับสหรัฐก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ว่าสุดท้ายแล้วสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีตอบโต้จากไทยเท่าใดกันแน่

เอกชนอกสั่นขวัญแขวน

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า…บรรดาภาคเอกชน ต่างอกสั่นขวัญแขวนไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย โดย “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) ชี้ให้เห็นว่า แม้เวลานี้นักลงทุนไทยยังไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง จนยังไม่ถอนการลงทุน แต่จากการจำกัดบริเวณชายแดนทำให้หลายคนกังวลว่าการขนส่งทางเรือ ก็อาจไม่สามารถดำเนินการได้ ยังไม่สามารถคาดเดาเจตนากัมพูชาได้ เพราะสถานการณ์มีการพัฒนา และขยายผลเป็นขั้นเป็นตอน และดูเหมือนไม่ต้องการเจรจา แต่ต้องการนำไปสู่การปะทะหรือสู้รบ ภาคเอกชนจึงกังวลว่าจะเป็นสถานการณ์ที่อาจซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีตที่มีการโฆษณาชวนเชื่อปลุกระดมให้คนกัมพูชาออกมาทำร้ายทรัพย์สิน และผลประโยชน์ของนักลงทุนไทยในกัมพูชา ซึ่งครั้งนั้นกองทัพอากาศต้องส่งเครื่องบินไปรับคนไทยกลับประเทศ และสร้างความเสียหายต่อนักลงทุนไทยอย่างมาก

ทั้งนี้ภาคเอกชนได้ติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และคาดหวังว่าจะมีการเจรจาและสงบศึก หยุดยิงโดยเร็ว เพราะไม่เป็นผลดีกับทั้ง 2 ประเทศ หากสามารถเจรจาได้สำเร็จก็จะไม่มีใครเสียเลือดเสียเนื้อ เศรษฐกิจไม่ได้รับผลกระทบ และกลับมาเจรจากันได้ ส่วนในระยะยาวหากความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงยืดเยื้อเป็นเดือน ก็จะส่งผลกระทบต่อการค้าการขายตามแนวชายแดน รวมไปถึงกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งจะทำให้เสียงบประมาณมหาศาล ที่สำคัญคือเสียบรรยากาศการลงทุนไปด้วย ดังนั้นภาคเอกชนหวังให้ความขัดแย้งจบลงโดยเร็ว

หวั่นเสียตลาดให้คู่แข่ง

ขณะที่ “วรทัศน์ ตันติมงคลสุข” ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ประเมินว่า การปะทะของไทย-กัมพูชาครั้งนี้ น่าจะรุนแรงกว่าปี 54 เพราะเกิดเหตุปะทะในหลายพื้นที่ ประชาชนได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตนับสิบราย อีกทั้งยังมีการปิดด่านชายแดนระหว่างกันทั้งหมด ทำให้การทำการค้าขายของผู้ประกอบการทุกระดับ ทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ ไม่สามารถดำเนินการได้  ที่สำคัญมูลค่าการค้าไทย-กัมพูชา ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากปีละ 5-10% จึงคาดว่าการปะทะกันครั้งนี้ จะทำให้ภาคธุรกิจได้รับความเสียหายมากกว่าครั้งก่อน ด้วยเหตุนี้ภาคเอกชนจึงต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือ ทั้งภาคธุรกิจ และภาคประชาชน โดยภาคธุรกิจ อยากให้ออกมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน 3-5 ปี เพราะความขัดแย้งครั้งนี้ จะทำให้สินค้าไทยในกัมพูชาเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง และกว่าจะใช้เวลาทวงส่วนแบ่งตลาดคืนมาได้ ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีทีเดียว

ที่สำคัญสินค้าไทยในกัมพูชามีโอกาสเสียตลาดให้คู่แข่งสูงมาก เพราะเมื่อมีการปิดด่านชายแดนระหว่างกัน สินค้าจากไทยเข้าสู่กัมพูชาไม่คล่องตัว แม้เปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปทาง สปป.ลาว หรือขนส่งทางเรือ ทางอากาศ ล้วนมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมากทั้งนั้น ด้านผู้ประกอบการกัมพูชา ไม่ปล่อยให้ชั้นวางสินค้าว่าง ก็ต้องนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ เช่น เวียดนาม มาแทน เพราะสินค้าเวียดนามทำตลาดในกัมพูชาอยู่แล้ว และหากการปะทะยังยืดเยื้อ ความขัดแย้งยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ไทยอาจเสียตลาดกัมพูชาแบบถาวรก็เป็นได้  และถ้าสินค้าไทยเสียตลาดไปแล้ว การแย่งส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมาไม่ใช่เรื่องง่าย

รายได้สูญ 2.1 หมื่นล้าน

ด้าน “อัทธ์ พิศาลวานิช” นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจอาเซียน มองว่า หากสถานการณ์นี้ยังคงยืดเยื้อไปจนครบ 1 เดือน อาจทำให้ไทยต้องเสี่ยงสูญเสียรายได้จากการส่งออกไปยังกัมพูชาประมาณ 21,000 ล้านบาท ทีเดียว ดังนั้นภาครัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาทางเพื่อชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งต้องหาแรงงานจากประเทศอื่น ๆ มาทดแทนด้วย เพราะปัจจุบันมีแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในไทยมากกว่า 1 ล้านคน หากคนเหล่านี้ต้องกลับประเทศ นั่นหมายความว่าการขาดแคลนแรงงานย่อมเกิดขึ้นตามมาแน่นอน แต่ในอีกทางหนึ่งแรงงานกัมพูชาเองก็คุ้นเคยกับการอาศัยอยู่ในไทยมากกว่าและยังได้รับค่าแรงที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าที่จะเดินทางกลับไปทำงานที่บ้านตัวเองที่มีค่าแรงค่อนข้างต่ำกว่าไทยอยู่มาก จึงอาจทำให้การย้ายถิ่นฐานกลับบ้านเกิดตัวเองนั้นมีไม่มากนัก

แต่เหนือสิ่งอื่นใดด้วยสารพัดปัจจัยที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานี้ จึงมองว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในรอบนี้ น่าจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าในปี 2554 ที่เกิดข้อพิพาท “เขาพระวิหาร” ที่มีพื้นที่การรบครอบคลุมเพียง 3 จังหวัดเท่านั้น และแม้จะกินระยะเวลายาวนานถึง 4 เดือน แต่ก็มีผู้เสียชีวิตเพียง 9 คน ขณะที่ข้อพิพาทประเด็นพื้นที่ 3 ปราสาท และ 1 ช่องบก ที่เกิดขึ้นในเวลานี้กลับมีพื้นที่การรบกินวงกว้างมากขึ้น โดยกระทบ 6 พื้นที่ใน 4 จังหวัด และยิ่งกว่านั้นคือ ในการสู้รบเพียงวันเดียวกลับมีรายงานผู้เสียชีวิตมากถึง 12 คน แต่ก็เชื่อว่าสถานการณ์น่าจะกินเวลาไม่นานและน่าจะจบก่อนความขัดแย้งในปี 2554 ที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 4 เดือน

ไม่ยืดเยื้อก็กระทบน้อย

หันมาที่นักเศรษฐศาสตร์อย่าง “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้สรุปผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ไว้ว่า ผลกระทบด้านเศรษฐกิจโดยรวมยังจำกัด หากเหตุปะทะยังไม่ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคยังค่อนข้างน้อย เพราะใช้งบประมาณระยะสั้น ปกติไม่ถึง 3–7 วัน ซึ่งไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสั่นคลอน แม้กระทบความเชื่อมั่นหรือกระทบด้านจิตวิทยา​การลงทุน

แต่ผลกระทบได้เกิดขึ้นทันทีในพื้นที่ชายแดน โดยภาคการค้าชายแดน จะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากความไม่แน่นอนหยุดชะงักการขนส่งสินค้า​ แต่มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศไม่สูง ดังนั้นหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ อาจกระทบเฉพาะชั่วคราวเท่านั้น ส่วนประชาชนกัมพูชายังคงต้องการสินค้าไทยในชีวิตประจำวัน การคว่ำบาตรหรือหยุดนำเข้าไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้  แต่ก็
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลกระทบชัดเจนเกิดขึ้นในหมู่เกษตรกร พ่อค้า และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งผ่านพื้นที่ดังกล่าว สินค้าผ่านด่านมีกลุ่มน้ำมัน​ สินค้าเกษตร​ และเครื่องดื่ม

ขณะที่การลงทุนไทยในกัมพูชาไม่กระทบมาก โดยโครงการลงทุนจากไทยในกัมพูชายังไม่ได้รับผลกระทบใหญ่ ทั้งที่มีโรงงานและธุรกิจไทยดำเนินงานในพื้นที่​ แต่ต้องระวังหากเหตุการณ์​ปานปลายจนเกิดความรุนแรงเหมือนในอดีต แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ “แรงงานกัมพูชา” ที่อยู่ในไทย​หากมีการเรียกแรงงานกลับประเทศ อาจมีผลกระทบบ้าง แต่ในระดับเล็ก เนื่องจากขนาดแรงงานกัมพูชายังสัดส่วนน้อยกว่าของเมียนมา และโดยมากอยู่ในภาคก่อสร้าง

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา มีผลกระทบในช่วงสั้นและระดับพื้นที่ แต่ยังไม่น่ากังวลสำหรับเศรษฐกิจไทยโดยรวม หากไม่ยืดเยื้อเกินสัปดาห์ และภาคการค้าระหว่างประเทศยังสามารถดำเนินต่อได้ในภายหลัง​ เพียงแต่ให้จับตาว่าจะมีความรุนแรงขยายวงกว้างหรือไม่​ซึ่งกระทบบรรยากาศ​การค้าและการลงทุนในอนาคต

ขณะที่เรื่องของการท่องเที่ยว ก็เป็นอีก
หนึ่งธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากการปะทะกันในครั้งนี้เช่นกัน เพราะไม่ใช่เพียงแค่การค้าการขายที่ได้รับผลกระทบ แต่ในเรื่องของการท่องเที่ยว แม้อาจไม่ใช่ระยะยาว แต่ก็ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอาจได้รับประโยชน์จากการนี้ไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม ไต้หวัน มาเลเซีย หรือจีน ที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศนั้น ๆ กำลังอัดแพ็กเกจครั้งใหญ่ให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

ไทยลงทุน 1.24 แสนลบ.

สำหรับสถานการณ์ลงทุนในกัมพูชา ในเวลานี้ มีผู้ประกอบการไทยลงทุนกว่า 200 ราย มีมูลค่าการลงทุนรวมกันแล้วกว่า 3,785 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.24 แสนล้านบาท  ขณะที่การจ้างงานในกัมพูชา นั้นมีมากกว่า 62,000 อัตรา รวมทั้งมีคนไทยทำธุรกิจในกัมพูชา ประมาณ 1,200 คน โดยภาคอุตสาหกรรมที่ไปลงทุนส่วนใหญ่ มีทั้งสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อาหารและเครื่องดื่ม ภาคการเกษตร เช่น โรงสีข้าว รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป หรือแม้ ภาคบริการ เช่น โรงแรม ธนาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล ค้าปลีก โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ เช่น เครือซีพี เซเว่นอีเลฟเว่น เอสซีจี บีเอสซี บมจ.ปตท. ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย เป็นต้น

ขณะที่การค้าชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ล่าสุด ในช่วง 5 เดือนแรก ของปี 68 (ม.ค.-พ.ค.) นั้นมีมูลค่ารวม 80,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.22 % โดยเป็นการส่งออก 63,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.99% นำเข้า 17,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.92% ซึ่งไทยยังได้ดุลการค้ากัมพูชาอยู่ประมาณ 45,433 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ๆ ของไทย เพื่อส่งออกไปกัมพูชานั้น ส่วนใหญ่ เป็นประเภทเครื่องดื่ม น้ำแร่ น้ำอัดลมที่ปรุงรส รวมถึงเครื่องยนต์สันดาปภายในฯ ขณะที่สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชา ส่วนใหญ่จะเป็นพวกผักและของปรุงแต่งจากผัก เศษอะลูมิเนียม ลวดและสายเคเบิลที่หุ้มฉนวน เป็นต้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากสถานการณ์การปะทะกันในครั้งนี้ระหว่างไทยและกัมพูชา ยังไม่สามารถยุติลงได้โดยเร็ว ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการซ้ำเติมประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เข้าให้อีก อย่างที่รู้กันอยู่แล้วทุกวันนี้ประชาชนคนไทยต่างก็ยากลำบากจากภาวะเศรษฐกิจเป็นทุนเดิมมากพออยู่แล้ว จากสารพัดปัจจัยเสี่ยงทั้งที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศโดยเฉพาะการค้าโลกที่หดตัว หรือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หรือมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงในประเทศ อย่างปัญหาการเมือง

ทั้งหมดจึงต้องรอดูกันว่า รัฐบาลจะสามารถโชว์ฝีมือ ฝ่าด่านความขัดแย้งนี้ได้รวดเร็วแค่ไหน?.