แทบไม่น่าเชื่อ ประเทศไทยในยุครัฐบาลแพทองธาร 1/2 จะเดินมาถึงขั้นปะทะสู้รบประเทศเพื่อนบ้าน!!
ปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ยืดเยื้อมา 2 เดือน ตั้งแต่ปลาย พ.ค. 68 ทหารกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ปะทะทหารกัมพูชา บริเวณแนวชายแดนช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี นอกจากหาทางออกไม่ได้ยังบานปลาย ทหารไทย เหยียบ กับดักทุ่นระเบิด สังหารบุคคล PMN-2 ระหว่างลาดตระเวนบริเวณ เนิน 481 ชายแดนช่องบก อ.น้ำยืน
สัปดาห์ที่แล้ว 23 ก.ค. 68 ทหารไทย เหยียบกับระเบิดอีกครั้ง ที่ช่องอานม้า จ.อุบลฯ ขาขาด 1 นาย บาดเจ็บ 5 นาย ทำให้รัฐบาลต้องเรียกทูตไทยกลับจากพนมเปญ และขับทูตกัมพูชาออกภายใน 48 ชั่วโมง เช้าตรู่วันพฤหัส 24 ก.ค. 68 หลังจาก ทหารกัมพูชา เปิดฉากทั้งยิงพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ พร้อม ยิงถล่มจรวด BM-21 เข้ามาตกในบ้านเรือนประชาชนไทย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย กองทัพไทย ต้องเปิดฉากปกป้องอธิปไตยและพลเมืองชาวไทย
การปะทะตลอด 5 วัน (24-28 ก.ค.68) แนวชายแดนไทย–กัมพูชา 7 จังหวัด อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์, สระแก้ว, จันทบุรี และ จ.ตราด สร้างความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ทั้งกำลังทหาร พลเรือน และทรัพย์สินทั้ง 2 ประเทศ ยังดีช่วงเย็นวันที่ 28 ก.ค. นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯมาเลเซีย ประธานอาเซียน ได้เชิญ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกฯ และ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชาไปร่วม หารือแนวทางสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นสัญญาณของการให้หยุดยิง
แต่ช่วงเหตุการณ์ปะทะกันของไทย-กัมพูชา สายตาชาวโลก มีโอกาสเห็นหลักฐานมากมายปรากฏต่อสาธารณชน ไล่เรียงไปตั้งแต่การนำ ทุ่นระเบิด PMN-2 มาใช้ละเมิดสัญญาออตตาวา, นำอาวุธหนัก จรวด BM-21 ไปปักหลักในย่านชุมชนให้เป็นโล่มนุษย์ แล้วยิงโจมตีเข้ามาฝั่งชายแดนไทยแบบไร้ทิศทาง กระสุนตกทั้งในโรงพยาบาล โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ บ้านเรือน ฯลฯ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง คนชรา ฯลฯ ต้องมาเสียชีวิตแบบน่าสงสาร
ที่สำคัญ ผู้นั่งบัญชาการเหตุการณ์สูงสุด ไม่ใช่ใครที่ไหน สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานองคมนตรีกัมพูชา และอดีตนายกฯ นับเป็นหลักฐานสำคัญชี้ให้เห็นถึง การละเมิดแหกทุกกฎเกณฑ์ หลักการพื้นฐานการสู้รบไร้ความรับผิดชอบ โจมตีพลเรือนเพื่อจะนำไปสู่การเรียกร้องสอบสวน “อาชญากรรมสงคราม” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
แม้ประเทศเปรียบเสมือนอยู่ในช่วงสุญญากาศ มีเพียงแค่ รักษาราชการแทนนายกฯ แต่ต้องเผชิญมรสุมวิกฤติปัญหาความมั่นคง ยังโชคดีได้ “ทหารมืออาชีพ” ขออนุญาตบันทึก ผู้นำเหล่าทัพ ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ไล่เรียง พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี (ตท.24) ผบ.ทสส., พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ (ตท.26/จปร.37) ผบ.ทบ., พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ (ตท.23) ผบ.ทร., พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล (ตท.24/นนอ.31) ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ (ตท.25/นรต.41) ผบ.ตร.
นอกจากนี้ยังมี 3 แม่ทัพด่านหน้า ไม่ว่าจะเป็น พล.ท.บุญสิน พาดกลาง (ตท.26/จปร.37) แม่ทัพภาค 2 และ พล.ท. อมฤต บุญสุยา (ตท.27/จปร.38) แม่ทัพภาค 1 และ พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ (ตท.26/นนร.83) ผบ.นย. และผบ.ป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ทุกท่านมีบทบาทสำคัญ นำกำลังทุกเหล่า บก–เรือ–อากาศ–ตำรวจ ทั้งตอบโต้และปกป้องอธิปไตย แนวชายแดน 7 จังหวัด อุบลราชธานี-สุรินทร์–ศรีสะเกษ-บุรีรัมย์-สระแก้ว-จันทบุรี-ตราด ได้สมความภาคภูมิแทนคนไทย
เหนือสิ่งอื่นใดต้องขอขอบคุณ เหล่าบรรดาทหารกล้าทุก ๆ เหล่าทัพ ร่วมกันสร้างวีรกรรมปกป้องผืนแผ่นดิน ไม่ให้ใครเข้ามารุกราน เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ’กรกฎาฯ68“ ได้แสดงให้สายตาชาวโลกได้เห็น ’ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด“ จะถูกบันทึกเอาไว้ให้ลูกหลาน ได้เล่าขานสืบต่อกันไปตลอดกาล!!.
………………………………..
เชิงผา



