ยามศึกสงครามชายแดน “ไทย-กัมพูชา”ยืดเยื้อทุกนาที คือ ความทุกข์ยากของประชาชน แม้จะมีการประกาศจับมือในเวทีการประชุมนัดพิเศษ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่าง ผู้นำรัฐบาลไทย“ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
เป็นครั้งแรกหลังจากทหารของ 2 ประเทศเปิดฉากสู้รบกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาต่อเนื่องมา 5 วัน เจอหน้ากันบนโต๊ะเจรจา โดยมี “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเชีย เป็นตัวกลางในการประสานและอำนวยความสะดวก เพื่อให้ 2 ประเทศ “หยุดยิงโดยและไม่มีเงื่อนไข” ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 28 ก.ค.68

แต่ยังไม่ทันขาดคำมีเสียงปืนถล่มโดย 10 นาทีสุดท้ายใกล้ถึงเวลา 24.00 น. ทหารไทยกับทหารกัมพูชาปะทะอย่างดุเดือด ใน พื้นที่ภูผี ประสาทตาเมือนธม ประสาทตาควาย
และเมื่อถึง 24.00 น.ต่อเนื่องมาวันที่ 29-30 ก.ค.68 ทางกัมพูชาก็ยังไม่หยุดยิง ละเมิดข้อตกลง ได้ใช้อาวุธยิงเข้ามาเป็นระยะ ในพื้นที่ช่องคานม้า,พื้นที่เขาพระวิหาร บริเวณภูมะเขือและห้วยตามาเรีย รวมถึง พื้นที่ผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ
หลายคนวิเคราะห์ว่าการเจรจาครั้งแรกไม่ใช่การหยุดสงคราม แต่เป็นการเริ่มต้นรบไปเจรจาไป โดยจุดสำคัญของการเจรจาตกลงหยุดยิง เป็นเรื่องของการรื้อฟื้นให้ทั้ง 2 ฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา “ทวิภาคี” ในอนาคตก็จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) “ไทย – กัมพูชา”ในเดือนก.ย. 2568

แต่เบื้องต้นจะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา หรือจีบีซี (General Border Committee – GBC) ในวันที่ 4 ส.ค.นี้ก่อน ในการหารือจะเป็นประเด็นความมั่นคง ความร่วมมือด้านทหาร และการจัดการสถานการณ์ชายแดน หลังจากสถานการณ์ตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ซึ่งจะเป็นการวางกรอบความร่วมมือใหม่ระหว่าง 2 ประเทศในระยะยาวสำหรับตะวันออกช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
สถานการณ์สงครามปัจจุบัน ข่าวสาร 80% เป็นข่าวลวง ข่าวมั่ว ที่ทางกัมพูชา กล่าวหา สร้างเรื่องปั่นประสาทคนไทย ลวงชาวโลก เพื่อปูทางดึงเรื่องนี้เข้าสู่เวทีเจรจาโลกให้ได้เป้าหมายต้องการยึด 4 จุด คือ พื้นที่สามเหลี่ยมมรกต และอีก 3 ปราสาท คือ ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด และ ตาควาย
นอกจากนี้กัมพูชายังสร้างเรื่องฟ้องโลก ว่า ทหารไทยได้ลักพาตัว 20 ทหารกัมพูชา ระหว่างที่จะเข้าไปจับมือ หลังมีข้อตกลงหยุดยิง ที่ศึกจอมชา จนป่านนี้ยังไม่ปล่อยตัว ซึ่งทางการไทยยืนยันว่า ได้ควบคุมทหารกัมพูชา 18 นายไว้ เพราะกองกำลังกัมพูชาลุกล้ำมาในเขตแดนไทย เข้ายึดพื้นที่ซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมอาวุธปืนครบมือ จึงได้จับกุมเพราะทหารกัมพูชาก็ยอมจำนน

แต่ทหารไทยได้ปฏิบัติตามหลักสากล เลี้ยงดู อย่างดี ส่งผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ส่วนทหารผู้เสียชีวิต 2 นาย นำส่งร่างคืน โดยยึดหลักกฎการปะทะและหลักมนุษยธรรม ดูแลขั้นพื้นฐานให้เสื้อผ้า อาหาร น้ำ และการรักษา รัฐบาลยืนยันในการดำเนินการยึดหลักมนุษยธรรมสากล ที่ยังไม่ปล่อยเพราะตอนนี้อยู่ในกระบวนขั้นตอนของกฎหมาย
สงครามระหว่างประเทศถูกวิจารณ์หนัก ว่า การต่างประเทศของไทยอ่อนแอ อ่อนด้อย ทุกย่างก้าวล้วนเป็นการก้าวเดินตามหลังกัมพูชา มีแต่คอยชี้แจงประเด็นที่กัมพูชาสร้างขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากเวที “ยูเอ็นเอสซี” ที่กัมพูชาเดินหน้ายื่นหนังสือร้องถึงรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC แล้ว ในการที่จะให้ UNSC เข้ามาแทรกแซง เข้ามาหยุดการปฏิบัติการทางทหารของประเทศไทยที่เข้าไปทำลายประเทศกัมพูชา
ถึงแม้ทาง “UNSC” จะบอกเป็นเรื่อง 2 ประเทศให้ไปคุยกันเอง ยังไม่มีความเห็นเรื่องนี้ แต่ทำให้เห็นว่า “กัมพูชา”ก็สามารถกระโดดเข้าไปสู่วง “UNSC” ซึ่งมีเครือข่ายถึง 180 ประเทศเป็นสมาชิก จึงทำให้ถูกมองว่าไทยตามเกณฑ์กัมพูชาไม่ทัน

เรื่องนี้จึงนำสู่เวทีเจรจาหยุดยิงที่มาเลเซียเป็นตัวกลางในการเจรจา ที่สำคัญยังเห็นจีนและ สหรัฐอเมริกา ส่งตัวแทนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ และยิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยังเปิดหน้าใช้มาตรการภาษี ในการบีบให้ 2 ฝ่ายเข้าเจรจากัน
การสู้รบระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่สามารถดึงความสนใจจากผู้นำแห่งโลก ทั้ง “จีนและอเมริกา”ได้ จึงเป็นตัวการันตีว่าภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะไทยกับกัมพูชามีสิ่งล้ำค่า ทั้งที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติใต้ทะเล ที่ยังตกลงกันไม่ได้ จะกลายเป็นว่าการรบกันของ 2 ประเทศ ขยายขอบออกไปโดยผู้มีอำนาจแห่งผลประโยชน์ เป็นมือที่ 3 มาปั่นหัว เพื่อประโยชน์ตัวเองหรือไม่
แต่อะไรก็ตามสงครามที่เกิดขึ้นแนวโน้มยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนแน่นอน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม จึงต้องตั้งคำถามไปถึงรัฐบาล มีแผนรับมืออย่างไร นอกเหนือจากแผนการรบที่ทำได้ดีที่สุดในเวลานี้ จนทหารกลายเป็นพระเอก รัฐบาลควรบอกให้ชัดเจนต่อจากนี้ไปจะแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาวกันอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติศรัทธาในตัวรัฐบาล
เห็นได้ชัดจากการที่นักข่าวไปชี้หน้าถาม “ภูมิธรรม เวชชัย” ถึงการแก้ไขปัญหาไทยชายแดนไทย-กัมพูชา หลายคนมองว่า อาจไม่เหมาะสมแต่นักข่าวผู้นี้กลับได้ดอกไม้และได้ใจจากโลกโซเชียล จากการตั้งคำถามที่โดนใจประชาชนในยามนี้

ก้าวย่างต่อไปของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม มีแต่ปัญหารุมเร้า โดยเฉพาะคดีความ เริ่มที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาฟังคำวินิจฉัยคดี “ 2 พ่อ-ลูก” ทักษิณ ชินวัตร และ แพทองธาร ชินวัตร ต้องมาลุ้นกันว่า ใครจะไปก่อนกัน
โดยคดีของ “นายกฯอิ๊งค์” จากปมคลิปเสียง “อังเคิลกับหลานอิ๊งค์” ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ อนุญาตให้ ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไป จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เป็นครั้งสุดท้าย และคาดว่าจะกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัย ภายในสองสัปดาห์
คดีนี้จะเป็นการชี้ชะตาของลูกน้อย “ตระกูลชินวัตร” ว่าจะถูกประหารชีวิตทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งมีการเดาทางกันว่า ก่อนวันถึงวันพิจารณาคดี “คุณพ่อทักษิณ” ได้วางเกม ดึง “ลูกอิ๊งค์” ออกจากแดนประหาร
ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ คือ ทิ้งบัลลังก์ตึกไทยคู่ฟ้า โดยให้ “ลูกน้อย” ลาออกส่งบัลลังก์นายกฯ ต่อให้ “ชัยเกษม นิติสิริ” ซึ่งเป็นแคนดิเดตคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย เพื่อรักษาอำนาจยื้อชีวิตออกไปได้อีก 3-4 เดือน เพื่อใช้งบประมาณ ปี 69

คำถามคือทำไมต้อง ดึง “นายกฯอิ๊งค์” ลงมาจากเก้าอี้ไทยคู่ฟ้า ก็เพื่อให้ลูกน้อยหนีตาย จากคดี ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ต้องเสี่ยงต่อการขาดคุณสมบัติตลอดชีวิต เพื่อมีโอกาสถือธงนำสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าได้อีก ต้องจับตาดูว่าในช่วงเวลาเป็นเวลาตาย “ทักษิณ” จะเลือกทางออกอย่างไร
ขณะเดียวกันคดีตัวเองก็งวดเข้ามาทุกทีทั้งคดีม.112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ “ทักษิณ” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีต่างประเทศประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงสถาบัน ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 ส.ค. 68
คดีป่วยทิพย์ นอนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ศาลฯได้ทำการไต่สวนเสร็จสินแล้ว และได้นัดฟังคำวินิจฉัยคดีวันที่ ตัดสินวันที่ 9 ก.ย. คดีนี้ต้องลุ้นหนักมากเพราะหมอที่รักษาคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 ถูกศาลรุกไล่อย่างหนัก ดูทรงจากการยกประเด็นไต่สวน จนแพทย์ที่รักษาถูกไต่สวนถึงกับต้องร้องไห้กลางศาล
แนวโน้มถ้าศาลเห็นว่า เป็นการป่วยทิพย์ข้าราชการต้องโดนโทษแน่นอน ส่งผลกระทบ ถึง“ทักษิณ”คือ การต้องมีคำสั่งขังอย่างไร แล้วที่ผ่านมาจะกลายเป็นว่าทักษิณจะถูกคุมขังจริงหรือไม่
คดีนี้ถือเป็นวาระร้อนที่ต้องจับตาดูว่า “ตระกูลชินวัตร” จะดิ้นสู้วิกฤติครั้งนี้อย่างไร



