สำหรับกรณีศึกษาแรกเป็น “พาสต้าถั่วเขียวออร์แกนิค” ของ วัชรากร กิจตรงศิริ ผู้ก่อตั้งบริษัท ข้าวดินดี จำกัดที่ใช้นวัตกรรมมายกระดับถั่วพื้นบ้านให้กลายเป็นซูเปอร์ฟู้ดระดับโลก โดยหวังช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรในบ้านเกิด โดยช่วงแรกเขาได้เริ่มด้วยการทำพาสต้าจากข้าว จากนั้นจึงพัฒนามาเป็นพาสต้าถั่วเขียวออร์แกนิค เพราะมองว่าถั่วเขียวจะช่วยแก้ปัญหาได้ โดยทำงานร่วมกับ สวทช. เริ่มจากนำถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML ที่เกิดจากการวิจัยร่วมกันกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีจุดเด่นที่สุกพร้อมกัน เก็บเกี่ยวสะดวก และทนแล้งได้ดี นำไปให้เกษตรกรปลูก โดยบริษัทจะรับซื้อถั่วเขียวจากเกษตรกร โดยแต่ละปีรับซื้อมากถึง 20-30 ตัน ส่งผลให้มีรายได้ต่อปีมากกว่า 6 ล้านบาทกลับคืนสู่ชุมชน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการคนเดิมเล่าว่าถั่วเขียวที่รับซื้อจะถูกนำไปแปรรูปเป็นสินค้า 8 รายการ โดยสินค้าส่วนใหญ่ส่งออกไปตลาดใหญ่ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ แต่ขณะนี้ก็กำลังเตรียมขยายตลาดในไทยเพิ่ม เพื่อให้ผลผลิตเกษตรกรภาคอีสานถึงมือคนไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการคนเดิมกล่าว และจากแนวคิดก้าวข้ามกำไรสู่การพัฒนาแบบ win-win เช่นนี้ ส่งผลให้สินค้านวัตกรรมนี้ คว้ารางวัลชนะเลิศสุดยอดนวัตกรรมเพื่อสังคมจากเวที 7 Innovation Awards 2025ในปีนี้ไปครองได้สำเร็จ




ส่วนอีกกรณีศึกษาเป็น “สเปรย์ลดผมร่วงและกระตุ้นผมใหม่” ของ รศ.ดร.ภญ. วรินทร รักษ์ศิริวณิช อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มช. ผู้ก่อตั้ง พีทูเอ อินโนเวชัน ซึ่งได้รางวัลชนะเลิศประเภทนวัตกรรมเพื่อสังคม และนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจจากเวทีเดียวกัน โดยต่อยอดสินค้านี้จากงานวิจัยที่ทำต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ด้วยการนำสมุนไพรไทย เช่น รำข้าว 7 สายพันธุ์, กาแฟ, ใบฝรั่ง, หอมแดง, ชะเอมเทศ มาสกัดรวมกันเป็นสารออกฤทธิ์ชื่อ “Hair Rise Complex” ที่มีจุดเด่นตรงที่จะออกฤทธิ์ตรงไปยังบริเวณรากผม ไม่ซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง โดยจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้มาจากแผนธุรกิจ แต่เกิดจากอยากเห็นงานวิจัยไทยที่ทำขายได้จริง จึงต่อยอดงานวิจัยทำเป็นผลิตภัณฑ์ โดยมีพาร์ทเนอร์มาช่วยเรื่องของการทำธุรกิจ แพคเกจจิง และการขายออนไลน์ ซึ่งปีแรกสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 32 ล้านบาท และนอกจากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว สิ่งที่ดีใจคือ ช่วยให้เกษตรกรพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย มีรายได้เพิ่มจากการขายวัตถุดิบให้โรงงานนำไปผลิต ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน โดยอนาคตกำลังเตรียมออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับการดูแลทั้งภายในและภายนอกให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งชายและหญิง และนี่เป็น “2 กรณีศึกษา” น่าสนใจของสินค้านวัตกรรมทั้งสองประเภท ที่เอสเอ็มอีสาขาอื่น ๆ ก็น่านำไปศึกษา-น่านำไปพิจารณา เพื่อปรับใช้ได้กับธุรกิจของตนเอง.
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]



