นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในกระบวนการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนแนวทาง “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยมุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น สร้างรายได้ เสริมความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ควบคู่กับการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่ง กยท. ได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนการส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภายใต้การดูแลของ กยท. ในการผลิตและแปรรูปยางพารา โดยการนำพลังงานสะอาดมาใช้ในกระบวนการแปรรูปยาง ลดการใช้ทรัพยากร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งยกระดับสู่การเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปยางคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

กยท. ได้นำร่องให้การสนับสนุนสหกรณ์กองทุนสวนยางสมบูรณ์พัฒนา จำกัด จ.ชุมพร โดยจัดสรรเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49(3) ภายใต้โครงการยกระดับกระบวนการผลิตยางคุณภาพสูง จำนวน 1,311,300 บาท เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตและแปรรูปยางของสถาบันฯ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนตามหลัก BCG Model โดยติดตั้งระบบ Solar Cell และสร้างห้องอบลมร้อนเพื่อใช้ผลิตยางแผ่นอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์จาก Solar Cell แทนการใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงเพื่อทำความร้อน สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังลดต้นทุนเชื้อเพลิง ช่วยควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาในการอบยางได้อย่างสม่ำเสมอ ส่งผลต่อคุณภาพยางสามารถยกระดับเป็นยางคุณภาพพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนายางไทยสู่ยางคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) และเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เมื่อผลผลิตยางมีคุณภาพและมาตรฐานที่สูงขึ้นจะทำให้สถาบันฯ สามารถจำหน่ายยางได้ในราคาสูง ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิตลง ส่งผลให้สถาบันฯ มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นและกระจายผลประโยชน์สู่สมาชิกชาวสวนยางได้จริง

สหกรณ์กองทุนสวนยางสมบูรณ์พัฒนา จำกัด เป็นสถาบันฯ ต้นแบบที่ กยท. เข้าไปสนับสนุนให้เกิดการพัฒนากระบวนการแปรรูป ซึ่งสามารถผลิตยางแผ่นอบแห้ง ชั้น 1 พรีเมียม และจำหน่ายผ่านตลาดกลางยางพารา จ.ระยอง ได้ในราคาถึง 99 บาท/กก. (รวมค่าขนส่ง) หรือ 97.50 บาท/กก. (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มิ.ย. 69) สะท้อนถึงการยกระดับกระบวนการผลิตและพัฒนาคุณภาพยางที่สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิต ไปพร้อมกับการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสถาบันเกษตรกรได้จริง โดยในปีงบประมาณ 2570 กยท. เตรียมศึกษาต้นทุนและความคุ้มค่าของโครงการฯ เพื่อพิจารณาหาแนวทางขยายผลไปยังสถาบันเกษตรกรอื่นๆ ที่มีศักยภาพและความพร้อม โดยมุ่งให้เงินกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49(3) เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับสถาบันเกษตรกรไทยให้สามารถผลิตยางคุณภาพสูง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป