กรมอุทยานฯ เตรียมปล่อยขายพ่อแม่พันธุ์ “เหี้ย” 400 ตัว ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จ.ราชบุรี
ในวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศความคืบหน้าการจัดการเหี้ย ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย พร้อมเตรียมขายพ่อแม่พันธุ์เหี้ยจำนวน 400 ตัว ในราคาตัวละ 500 บาท (ประกอบด้วยตัวละ 400 บาท และค่าติดตั้งไมโครชิปอีก 100 บาท)
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เห็นชอบประกาศราคาพ่อแม่พันธุ์เหี้ย ตัวละ 500 บาท หลังจากกฎหมายปรับสถานภาพเป็น “สัตว์ป่าคุ้มครองที่เพาะพันธุ์ได้” เพื่อเปิดทางให้ประชาชนสามารถเพาะเลี้ยงได้จริง ภายใต้การควบคุมอย่างเหมาะสม
เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะในแง่ของ “ลวดลายที่สวยงามกว่าแม้แต่หนังจระเข้” แต่ก็ยังมีบางคนเสนอให้เรียกว่า “ตัวเงินตัวทอง” แทนคำว่า “เหี้ย” เพื่อความน่าฟัง อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าชี้แจงว่า ชื่อทางกฎหมายยังคงใช้ว่า “เหี้ย” เท่านั้น
ที่มาของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และระบบจัดการ
ตัวเหี้ยดังกล่าวทั้งหมดถูกจับมาจากพื้นที่ของประชาชนที่แจ้งเบาะแสเมื่อสัตว์เหล่านี้เข้ามาก่อกวนในบ้าน หรือถูกจับจากสายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 เจ้าหน้าที่จะพาตรวจสุขภาพก่อนนำไปเลี้ยง ณ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จังหวัดราชบุรี ซึ่งนับเป็นสถานีเพาะเลี้ยงเหี้ยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ปัจจุบันมีจำนวนอยู่ราว 400 ตัว ยังไม่นับรวมงูเหลือมอีกประมาณ 1,000 ตัว เพื่อควบคุมไม่ให้มีการลักลอบจับจากธรรมชาติมาเลี้ยง ตัวเหี้ยที่จำหน่ายทุกตัวจะต้องติดไมโครชิปก่อนออกจากสถานี ระบบนี้เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยรักษาสถานภาพสัตว์ป่าคุ้มครองและป้องกันการค้าผิดกฎหมาย
สถานีได้สร้างแหล่งเลี้ยงที่มีบ่อขนาดประมาณ 1 ไร่ จำนวน 2 บ่อ พร้อมพืชน้ำและให้อาหารเป็นเนื้อไก่หรือปลา ครั้งละ 40–50 กก. สัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนบางส่วน
สรรพคุณและศักยภาพ : เหี้ยที่มากกว่าแค่สัตว์เลื้อยคลาน งานวิจัยในประเทศไทยได้ชี้ให้เห็นว่า เหี้ยมีประโยชน์ทั้งในเชิงระบบนิเวศและในงานวิจัยทางการแพทย์ หน่วยทำความสะอาดของธรรมชาติ เหี้ย (Varanus salvator) ทำหน้าที่สำคัญในการกำจัดซากสัตว์เน่า (Scavenger) และเศษอาหารที่อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ส่งผลให้ระบบนิเวศโดยรอบสะอาดและลดความเสี่ยงจากโรค นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมประชากรสัตว์ขนาดเล็ก เช่น หนู นกพิราบ หรือไข่งูบางชนิด ทั้งยังเป็นนักล่าชั้นยอดหรือ Carnivore ที่อยู่ในระดับบนของห่วงโซ่อาหาร จึงเป็น “ดัชนีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ”

ศักยภาพด้านเศรษฐกิจ และการใช้ประโยชน์
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวรระบุว่า เหี้ยในต่างประเทศถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านเนื้อ หนัง และเครื่องใน โดยเฉพาะหนังเหี้ยที่นิยมนำมาทำกระเป๋าหรือเข็มขัดราคาสูง และเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณโคนหาง (บ้องตัน) เป็นที่นิยมบริโภคในบางประเทศ
บทความวิชาการจาก ThaiJO ชี้ว่า การพัฒนาเหี้ยสู่สัตว์เศรษฐกิจควรดำเนินใน 3 ด้าน คือ สนับสนุนนโยบายจากภาครัฐ/เอกชน/วิชาการเพื่อพัฒนาพันธุ์และผลิตภัณฑ์ ปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาไซเตส (CITES) และเปลี่ยนทัศนคติของประชาชน จากมองเป็นตัวเสนียด มาเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้
วิจัยทางการแพทย์ : เลือดเหี้ยกับโอกาสใหม่ทางสุขภาพ
มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่กำลังศึกษา “คุณสมบัติทางยาจากเลือดของตัวเงินตัวทอง” เพื่อใช้ในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง แบคทีเรีย และเชื้อไวรัสอุบัติใหม่ โดยใช้วิธี proteomics เพื่อวิเคราะห์ฤทธิ์ของสารในเลือด ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จ จะเป็นความก้าวหน้า “ครั้งแรกของโลก”
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยปริญญาโทจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปี 2019) ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารในพลาสมาและซีรัมของเหี้ย โดยพบว่าพลาสมาสามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้ดี มี inhibition zone ขนาด 17–20 มม. และค่า MIC เท่ากับ 125 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร นับเป็นครั้งแรกที่มีรายงานเปปไทด์ต้านจุลชีพจากเหี้ย ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเป็นยาต้านการติดเชื้อชนิดใหม่
มองประโยชน์ร่วม : นิเวศ ศึกษา และเศรษฐกิจ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงทิศทางที่หลากหลาย :
ด้านนิเวศวิทยา : เหี้ยช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ โดยทำงานเป็นสัตว์กำจัดซากและควบคุมชนิดเล็ก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านเศรษฐกิจ : หากสามารถเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเหี้ย (เช่น หนัง เนื้อ และผลิตภัณฑ์จากเลือด) ได้ จะสร้างรายได้ในระดับท้องถิ่นและเชื่อมโยงตลาดส่งออก
ด้านสาธารณสุข : งานวิจัยทางการแพทย์ชี้ว่าระบบภูมิคุ้มกันของเหี้ยอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนายาใหม่ ๆ ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าเหี้ยยังคงมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง จึงต้องดำเนินกิจกรรมเพาะเลี้ยงภายใต้การควบคุมของกฎหมาย และมีมาตรการป้องกันการลักลอบจับอย่างเข้มงวด
การขายพ่อแม่พันธุ์เหี้ย 400 ตัว เป็นแนวทางการเปลี่ยนจาก “สัตว์เสี่ยงคุก” สู่ “สัตว์เศรษฐกิจ” ที่อาจต่อยอดทั้งเชิงนิเวศ เศรษฐกิจ และการแพทย์ แต่ต้องมีการบริหารจัดการที่รัดกุม ความรู้ทางวิชาการเป็นกุญแจสำคัญ และความร่วมมือจากหลายฝ่ายเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ.



