งบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 0.2% จัดทำแบบขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท หรือ 3.9%
ต่อจีดีพี ไทม์ไลน์ใหญ่ ๆ คือ 20 เม.ย. นายกฯคุณหนู อนุทิน ชาญวีรกูล จะมอบนโยบายเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ เสนอเข้าสภา 23 มิ.ย. ให้ใช้ 1 ต.ค. 70 โดยมติ ครม. 11 เม.ย. มอบหมายผู้มีอำนาจกำกับ 9 แผนงาน 

1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ดู 2 แผนงาน ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี ดู 2 แผนงาน การแก้ไขยาเสพติดและจัดการทรัพยากรน้ำ 3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดู 1 แผนงาน รัฐบาลดิจิทัล 4.นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ  ดู 2 แผนงานการท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต 5.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ 1 แผนงาน ปราบทุจริต  และ 6.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 1 แผนงาน สังคมสูงวัย

การแบ่งงานกำกับดูแลงบประมาณแบบนี้ ก็ไม่รู้จะเพิ่มประสิทธิภาพและเอกภาพแบบที่อ้างได้แค่ไหน หรือเอาเข้าจริง แบ่งโดยดูการเมืองเป็นหลัก เห็นชัด นายพิพัฒน์ แม่ทัพภาคใต้พรรคภูมิใจไทย ดูงบประมาณพัฒนาจังหวัดภาคใต้และอีอีซีทั้งหมด ขณะ ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง ผู้ดูแลกระเป๋าเงินคนสำคัญของรัฐบาล กลับดูแค่ 1 แผนงาน คือ รัฐบาลดิจิทัล  ไม่ใช่ว่าในฐานะขุนคลังต้องดูแลการจัดทำงบประมาณทั้งหมดหรอกหรือ?!?

อย่างที่รู้ การจัดทำงบประมาณของไทย งบก้อนใหญ่สุด 70-80% เป็นค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ ค่าอุปกรณ์ เครื่องมือ ค่าก่อสร้างถนน ตึก อาคาร เป็นต้น เหลือเป็นงบพัฒนาเศรษฐกิจจริง ๆ ไม่ถึง 20% และก็อีก เป็นงบขาดดุล รายจ่ายมากกว่ารายได้ ต้องกู้เงินมาโปะรายได้ที่ขาดไป แค่นี้ก็เป็นวิกฤติทุกปีแล้ว

แต่งบปี 2570 ยิ่งเป็นวิกฤติเข้าไปใหญ่ จากสถานการณ์ “สงครามสหรัฐ อิสราเอล กับ อิหร่าน” ที่เกิดขึ้น ก่อความตึงเครียดไปทั่วโลก ราคาน้ำมันสูงโหด ดีเซลไทยจาก 30 บาทเป็น 50 บาท และอาจแตะถึง 60 บาท ไม่นับว่าจะขาดแคลนอีกหรือไม่ ล่าสุด  แผนหยุดยิง 14 วันเจรจาสันติภาพที่กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน ล้มเหลวสิ้นเชิง

ช่องแคบ ฮอร์มุซ กลับสู่ความตึงเครียดสูงสุด มหาสงกรานต์ 13 เม.ย.โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มความบ้าระห่ำ ส่ง 15 เรือรบคุมฮอร์มุซ ขณะกองทัพ IRGC อิหร่าน ที่คุมอยู่ก่อน ประกาศไม่ถอย เผชิญหน้าแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน 150 เรือน้ำมันและขนสินค้ากลายเป็นตัวประกันอีกครั้ง หุ้นตก ราคาน้ำมันพุ่งทะลุปรอททั่วโลก สงครามทำท่าขยายตัว ไทยจะพ้นวิกฤติได้ยังไง ในเมื่อเป็นชาตินำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางกว่า 60% เช่นเดียวกับชาติอื่น ๆ ในเอเชีย

ดร.เอกนิติ เคยบอก ไทยพ้น “ไอซียู” เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่เจอมหาวิกฤติสงครามอ่าว คือ เราต้องเข้าไอซียูแล้ว ยังอาจนอนยาวเป็น “มนุษย์ผัก” อีกด้วย ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) ที่ว่าแก้โคตรยาก มีสิทธิเกิดขึ้นได้

ช่วงนี้อยู่ระหว่างการจัดทำงบปี 2570 อย่างที่บอก เป็นปีมหาวิกฤติ เงินทุกบาทต้องใช้แบบมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่การตัดถนน  ที่เอาเข้าจริง ถนนก็เป็นสิ่งจำเป็นในการสัญจรใช้ชีวิตมากสุด มันหมายถึงคุณภาพชีวิตที่จะดีขึ้นหรือเลวลงด้วยซ้ำ หรือการก่อสร้างอาคารราชการและองค์กรอิสระที่ถูกทิ้งร้างจนน่าตกใจ จะระงับหรือเลื่อนออกไปก็ชอบแล้ว เมื่อรัฐบาลต้องใช้เงินอุ้มประชาชนและ
ภาคส่วนอื่น ๆ ในภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหวอีกมากมาย คนละครึ่งพลัส เฟส 2 กว่า 8 หมื่นล้านเพิ่มเงินกระตุ้นการใช้จ่าย แม้เป็นประชานิยม ก็จำเป็น

เราไม่รู้ว่า ดร.เอกนิติ มีอำนาจต่อรองมากน้อยแค่ไหนในครั้งนี้ แต่เชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพ เรื่องการเงินการคลัง และความมุ่งมั่นทำงานเพื่อชาติจริง อย่าหาว่าสอนหนังสือสังฆราชเลยนะ เราว่า เป็นขุนคลังในภาวะนี้ ต้องโหดและกล้าปฏิเสธคำขอที่ไม่สมเหตุผล เงินทุกบาทคือภาษีที่ต้องใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติเท่านั้น

ขอยกตัวอย่าง นายสมหมาย ฮุนตระกูล ขุนคลังสมัย ป๋าเปรม ซึ่งเจอวิกฤติพลังงานหนักหน่วงไม่แพ้ยุคนี้ ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่มาก กองทัพอากาศขอซื้อ F16 ทั้งฝูง ไม่แน่ใจ 5 ลำหรือกี่ลำ คำตอบกลางทำเนียบรัฐบาล คือ ไม่ได้ เราไม่มีเงินครับ เด็ดขาด กล้าหาญ จนนักข่าวตั้งสมญานาม “ซามูไรโหด” (ท่านจบจากญี่ปุ่นและเคยเป็น ผอ.สำนักงบประมาณมาก่อน)

นี่คือ ขุนคลังแก้วของแผ่นดิน.

ดาวประกายพรึก

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่