จริงๆ การเมืองคือเรื่องของพวกเราประชาชนทุกคน เพราะมันส่งผลกระทบต่อชีวิตพวกเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่บอกตามตรงช่วงหลังๆ หลายปีที่ผ่านมา คนไทยเริ่มจะเบื่อ เบื่อพรรคการเมืองใหญ่ที่ตีกันเองจนไม่เป็นอันทำงาน เบื่อนักการเมืองหน้าเดิมๆ ที่พูดอะไรก็ฟังดูเหมือนท่องสคริปต์ เบื่อการเมืองแบบเก่าที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์และอำนาจที่มองไม่เห็น มันเหมือนกับว่าการเมืองไทยกำลังติดอยู่ในวงจรเดิมๆ ที่ไม่มีทางออก
แม้ผลสำรวจของ “ซูเปอร์โพล” ที่ผ่านมาจะบอกชัดถึงความเบื่อที่ว่า แต่ในทางกลับกันก็ยังบอกถึงโอกาสสำหรับพรรคใหม่ พรรคเล็ก ว่าอาจเป็น “ทางเลือกใหม่” ของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
พูดง่ายๆ เบื่อพรรคใหญ่ พรรคเดิม ก็ลองไปเลือกพรรคเล็ก พรรคใหม่ ดูบ้างจะเป็นไรไป
ซูเปอร์โพลเผย ประชาชนเชื่อมั่น 4 ผู้นำพรรคเล็ก-พรรคตั้งใหม่
โพลนักธุรกิจชี้พรรคใหญ่มุ้งเยอะขัดแย้งสูง จับตาหันมาเทใจ “พรรคใหม่-พรรคเล็ก”
พรรคเล็ก พรรคใหม่ ที่ถูกพูดถึงตอนนี้ก็มี พรรคไทยก้าวใหม่ ที่มี “ดร.เอ้” ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นแม่เหล็ก กับ พรรคปวงชนไทย ที่มี “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เป็นผู้ขับเคลื่อน

พรรคไทยก้าวใหม่ “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ คือตัวแทนของโลกวิชาการที่พร้อมจะก้าวเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งความเป็นจริง เขาโดดเด่นแบบหาตัวจับยากในมิติที่สำคัญอย่าง “การศึกษาและการพัฒนาคน” ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าคนไทยไม่ได้ต้องการแค่เงินในกระเป๋า แต่ยังต้องการ “ความรู้” และ “โอกาส” ที่ยั่งยืนสำหรับลูกหลาน
ด้วยภาพลักษณ์ของนักวิชาการ นักบริหาร และอดีตอธิการบดีที่เข้าใจระบบการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ทำให้ ดร.เอ้เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการศึกษาไทยก้าวทันโลก การที่นักการเมืองหรือผู้นำมีความรู้ความสามารถในด้านที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศเช่นนี้ ทำให้เราได้เห็นความหวังว่าประเทศไทยจะมีนักการเมืองหรือผู้นำที่สามารถวางรากฐานระยะยาวได้ ไม่ใช่แค่วางนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
พรรคปวงชนไทย “อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ในฐานะหัวหน้าพรรค แม้ชื่อนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูคอการเมืองเท่าไหร่นัก แต่โปรไฟล์ความรู้ความสามารถไม่ธรรมดา เพราะเขาเป็นทายาทของ อนันตชัย คุณานันทกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง สยามสตีลกรุ๊ป อาณาจักรธุรกิจเหล็กกล้ามูลค่าหลายพันล้านบาท ฯลฯ ก่อนจะหันมาลงสนามการเมือง โดยเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี มาแล้วถึง 2 รัฐมนตรี คือ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กับ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ มีผลงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถึงกัมพูชา

นอกจากนี้ เขายังเป็นประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และได้แสดงบทบาทในช่วงการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยออกมาโพสต์จดหมายเปิดผนึกตอบโต้กัมพูชาหลังจากกระทรวงแรงงานกัมพูชาออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทั่วโลกแบนสินค้าและบริการของไทย โดยใส่ร้ายป้ายสีอ้างว่ามีการคุกคามและใช้ความรุนแรงต่อแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย เขาตอบโต้ยืนยันว่าประเทศไทยมีมาตรฐานความคุ้มครองแรงงานสูง ไม่ยอมรับการละเมิดสิทธิ์ และไม่ยอมให้ใครกล่าวหาประเทศไทยโดยปราศจากข้อเท็จจริง
ประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจผสมบทบาททางการเมืองที่ผ่านมา อาจทำให้ภาคธุรกิจเห็นความสามารถในตัวเขาในฐานะผู้นำพรรคที่ “ทำเป็น” ไม่ใช่แค่ “พูดได้” เขาจึงเป็นเหมือนตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจพลวัตของโลกธุรกิจและเทคโนโลยี และจะนำความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้ให้เข้ากับนโยบายของประเทศ ผลโพลระบุว่าเขาได้รับการยอมรับในเรื่องประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากการพูด แต่มาจากประวัติการทำงานจริงที่จับต้องได้
แต่อย่างว่า การเมืองไทยไม่มีอะไรแน่นอน ความแน่นอนจะจบลงอย่างชัดเจนหลังผลการเลือกตั้งผลปรากฏออกมา แม้ทั้ง “อาร์ท-เอกสิทธิ์” และ “ดร.เอ้” จะโดดเด่นในมิติไหนอย่างไรก็ตาม แต่เขาจำเป็นต้องเอาตัวเองเข้ามานั่งเก้าอี้ในสภาในฐานะ สส.ให้ได้ และต้องมี สส.ในมือ เพื่อเดินไปให้ถึงความตั้งใจในการลงสนามการเมืองมาอาสารับใช้ประชาชน
แม้ถนนสายการเมืองจะไม่ง่ายและต้องฝ่าฝันอีกมาก แต่อย่างน้อยทั้งคู่ก็อาจเป็นอีกทางเลือกใหม่ ทางเลือกสำหรับคนไทยที่เบื่อการเมืองแบบเก่า นักการเมืองหน้าเดิม และพรรคใหญ่
ถ้าคนไทยกำลังมองหาโอกาสใหม่กับพรรคใหม่ พรรคเล็ก มองหาความแตกต่างที่ไม่ใช่แค่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย นี่อาจเป็นโอกาสของ “อาร์ท-เอกสิทธิ์” และ “ดร.เอ้” ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า “คนตัวเล็กก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้” ถ้าพวกเขาได้รับโอกาสจากประชาชน
—————–
คนเถรตรง



