จากความขัดแย้งแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา ทำให้แรงงานชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่ง เดินทางกลับประเทศของตัวเอง ทำให้ทางการไทยต้องเร่งจัดหาแรงงานมาทดแทน ซึ่งก็มีหลายแนวคิด ทั้งการนำเข้าแรงงานจากประเทศใหม่ๆ  รวมถึงแนวคิดในการนำผู้ลี้ภัย และผู้ต้องขังชั้นดีที่กำลังจะพ้นโทษ มาทำงาน เพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงาน ในช่วงรัฐบาลหัวเลี้ยวหัวต่อ

“คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ “สุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรม และประธานสายแรงงาน” ซึ่งมีความเห็นต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องนี้มาวิเคราะห์สะท้อนสถานการณ์ช่วงนี้

 โดย “รองประธานสภาอุตสาหกรรม” มองว่า ปัจจุบันไทยมีแรงงาน 38 ล้านคน มีการจ้างงานเกือบ 100% อัตราว่างงานน้อยมาก ต่ำกว่า 1% จึงต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามา กว่า 3.7  ล้านกว่าคน คิดเป็นประมาณ 10% ของแรงงานไทย โดยเป็นแรงงานเมียนมาประมาณ 2.7 ล้านคน กัมพูชา ประมาณ 5.1 แสนคน ลาวประมาณ 300,000 คน และเวียดนามประมาณ 6,500 คน นอกจากนี้ยังมีแรงงานที่เข้ามาภายใต้การส่งเสริมของ BOI แรงงานผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง รวมๆ กันแล้วประมาณ 3-4 แสนคน ดังนั้นเท่ากับว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวประมาณ 4 ล้านคน

“ถ้าดูตามสถานการณ์ปกติ แรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ก็ยังไม่เพียงพอ แล้วเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์พิเศษขณะนี้ที่มีข้อพิพาทกับกัมพูชา ซึ่งเรามีแรงงานกัมพูชา 500,000 กว่าคน มีการอพยพกลับไปประมาณ 300,000 คน ทำให้เกิดความเดือดร้อนเหมือนกัน”

สำหรับการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่ง “รมว.แรงงาน” ก็รู้ถึงสถานการณ์ดี จึงตระหนักถึงปัญหาเสถียรภาพแรงงานในระยะยาว จึงวางแผนระยะยาว โดยมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) เพื่อนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่นเพิ่มเติม ผู้ประกอบการเห็นด้วยกับการนำเข้าแรงงานจากศรีลังกา 30,000 คน (นำร่อง 10,000 คน) และเนปาล 30,000 คน อย่างไรก็ตาม ยังไม่เพียงพอ สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอการนำเข้าแรงงานจากอินโดนีเซีย (ประชากรกว่า 270 ล้านคน) ซึ่งรมว.แรงงานตอบรับ รวมถึงฟิลิปปินส์ และเร่งรัดนำเข้าแรงงานเมียนมาเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน มีแรงงานผู้ลี้ภัยชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงจากเมียนมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยกว่า 70,000 คน หากได้รับการฝึกฝนและจัดสรรให้ผู้ที่ต้องการแรงงาน จะช่วยแก้ปัญหาภาระการดูแลและการขาดแคลนแรงงานได้ แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน จึงควรเร่งรัด เพราะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ขยัน และอยากทำงาน เพราะอยากมีรายได้

ส่วนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวปัจจุบัน มีค่าใช้จ่ายสูง ประมาณ 2 หมื่นกว่าบาทต่อคน แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในไทยที่มีใบเสร็จประมาณ 7-8 พันบาท และค่าใช้จ่ายจากประเทศต้นทางอีกจำนวนหนึ่ง จึงอยากให้รมว.แรงงาน พิจารณาลดค่าใช้จ่ายและเร่งรัดขั้นตอนให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลากว่า 84 วัน

@ การจัดสรรแรงงานผู้ลี้ภัย ควรทำงานในจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของค่ายผู้ลี้ภัยหรือสามารถทำงานได้ทั่วประเทศ

ค่ายผู้ลี้ภัยมีทั้งหมด 9 แห่ง ใน 4 จังหวัด แต่ส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็นจะต้องทำงานแค่ใน 4 จังหวัดนี้ แต่ควรกระจายไปทั่วประเทศไทย อยู่ที่ความเหมาะสม อยู่ที่ความต้องการแรงงาน เราก็จัดสรรให้เป็นธรรมสำหรับทุกคน

@ แรงงานใหม่ที่นำเข้ามาจะทดแทนสกิลของแรงงานกัมพูชาได้หรือไม่

ขอให้แรงงานมีความขยัน ตั้งใจอยากที่จะทำงาน อยากมีรายได้ ส่วนสกิลนั้นเราสามารถฝึกได้ แน่นอนว่าแรงงานแต่ละสัญชาติมีบุคลิกนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคของการฝึก เราถึงได้เห็นแรงงานเมียนมาอยู่ในทุกอุตสาหกรรม แรงงาน ดังนั้นเรากลัวแค่อย่างเดียวคือแรงงานจะไม่พอ

@ มีข้อเสนอเพิ่มเติมต่อกระทรวงแรงงานหรือไม่

เราไม่ควรอ้างอิงแรงงานต่างด้าวไปตลอด เพราะนอกจากจะขาดแคลนแล้ว ผลผลิตของเรายังน้อย เช่น แรงงานเวียดนาม 1 คนทำงานได้ 10 ชิ้น แต่แรงงานไทย 1 คนทำงานได้ 8 ชิ้น ซึ่งหมายความว่าหากต้องการผลลัพธ์เท่ากัน ต้องใช้คนงานมากกว่า ดังนั้น หากเพิ่มผลผลิตแรงงานได้ จะใช้แรงงานน้อยลงและแรงงานมีรายได้มากขึ้น สภาอุตสาหกรรมฯ จึงเสนอให้เรื่องการเพิ่มผลผลิตแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ เสริมทักษะ เพิ่มการช่วยเหลือ SME ให้ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และสร้างฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงอุปสงค์อุปทาน เพราะปัญหาการจับคู่แรงงานเกิดขึ้น เช่น นายจ้างต้องการแรงงานทักษะนี้ แต่ไม่รู้จะหาได้จากที่ไหน

นอกจากนี้ เรื่องการศึกษา เราขาดแรงงานที่มีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ซึ่งมีความรู้ความสามารถด้านไอที ดังนั้น ต้องผลิตบุคลากรเหล่านี้ให้เพียงพอและมีคุณภาพ อีกประเด็นคือ ประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัย มีจำนวนผู้สูงวัยประมาณ 18% ถือว่าเยอะ จึงควรส่งเสริมการมีงานทำในผู้สูงวัย เพื่อให้มีรายได้ ลดการพึ่งพิง และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ด้วย

นอกจากนี้เรื่องค่าแรงต้องจ่ายตามฝีมือแรงงาน ไม่ใช่แค่เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งสภาอุตสาหกรรมฯ ไม่เห็นด้วยที่พรรคการเมืองนำเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำมาเป็นนโยบายหาเสียง เพราะยังไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับ กกต. แต่เราไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลที่เข้ามาแล้วอาจมาบีบคณะกรรมการหรือแทรกแซงกระบวนการพิจารณาค่าจ้าง

“เราจึงขอเสนอและยืนยันว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็นไปตามครรลองและกฎหมายที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 87 โดยให้คณะกรรมการไตรภาคีเป็นผู้พิจารณา ทั้งในระดับจังหวัดและส่วนกลาง ซึ่งมีสูตรการคำนวณที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว”

 @ มองอย่างไรกับการนำนักโทษชั้นดีที่ใกล้จะพ้นโทษมาทำงาน

นโยบายการนำผู้ต้องขังมาทำงานมีการพูดถึงมาหลายรัฐบาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งกระทรวงแรงงานและกระทรวงยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ตนขอแสดงความเห็นส่วนตัวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และผู้ประกอบการแต่ละคนมีความต้องการและจุดยืนต่างกัน บางคนไม่มีปัญหา แต่หลายคนอาจมีปัญหา ขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจ วิธีการคัดสรร และนโยบายของรัฐบาลว่าจะจูงใจผู้ประกอบการอย่างไร เช่น การลดภาษี

@ กังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาลว่าจะมีผลกับนโยบายด้านแรงงานหรือไม่

ผมไม่ขอคอมเม้นต์เรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล“แต่เราอยากเห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ เพราะอะไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลมีเสถียรภาพ ก็จะดีที่สุด ทั้งนี้นโยบายต่างๆ ที่ออกมาถ้าเป็นนโยบายที่ดีไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลอย่างไร นโยบายนั้นก็ควรจะอยู่ต่อ และสานต่อ ถ้าเป็นนโยบายที่ดีผมจึงไม่เชื่อว่าจะเกิดการสะดุด แต่อาจจะช้าไปบ้าง”

@ ที่ผ่านมาในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล “ก.”ไปรัฐบาล “ข” เห็นการสานต่อนโยบาย หรือไม่

ถ้านโยบายที่พรรคการเมือง ก. กับ ข. หาเสียงไว้ในเรื่องเดียวกันแต่ขัดแย้งกัน รัฐบาลที่มารับช่วงต่อก็คงจะไม่ทำต่อแน่นอน แต่อย่างที่เรียนว่าถ้านโยบายดีแล้ว คิดว่าไม่มีรัฐบาลไหนที่จะไม่สานต่อ ขอให้เป็นนโยบายที่ดีเพราะเห็นชัดๆ ว่าเป็นนโยบายที่ดีแล้วไม่ทำต่อคงเป็นไปไม่ได้

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่