นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยในโอกาสรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ในรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่เหมือนเดิม และไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยวิกฤติแรก คือ ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่มากนัก และยังมาเกิดความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ที่ก่อให้เกิดวิกฤติราคาพลังงานเข้าซ้ำเติมอีก 

ดังนั้นจะต้องปรับทัพการทำงานภายในกระทรวงพาณิชย์ใหม่ ด้วยการเชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องเข้ามาช่วย  โดยเรื่องราคาสินค้าและค่าครองชีพ  ได้เพิ่มผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์เข้ามาช่วยเสริมการทำงานของกรมการค้าภายในให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ส่วนเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ได้ตั้งทีมที่ปรึกษา เข้ามาเสริมทีมของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  เช่น นักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตลาดจีน อาเซียน อเมริกา และยุโรป เพื่อช่วยกันวางกลยุทธ์และตอบโจทย์ได้ตามสิ่งที่ต้องการ รวมทั้งใช้รูปแบบการทำงานแบบคลัสเตอร์ 

“ตนเองไม่ท้อแท้ที่จะทำงาน แต่กลับเป็นแรงผลักดันให้ทำงานมากขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นจากมาตรการควิกบิ๊กวิน ทำให้ประชาชนมีความหวังมากขึ้น แต่พอมาถึงไตรมาสแรกปีนี้ กลับมีวิกฤติตะวันออกกลางเข้ามาซ้ำเติม ความหวังประชาชนถูกกระทบจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ความกังวลก็อาจจะกลายเป็นความโกรธ แต่รัฐบาลก็เข้าใจได้ และจะดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ดีที่สุด”

นางศุภจีมองถึงสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมี ต้องมองใน 2 มิติ คือ เรื่องราคาและความขาดแคลน ซึ่งถือเป็นความกังวลอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องดูแล โดยในส่วนของราคานั้น ย้ำว่า ปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ยังไม่มีการขอขึ้นราคา ซึ่งปุ๋ยจะมีใช้เพียงพอถึงกลางเดือน พ.ค.นี้ แต่สำหรับปุ๋ยลอตใหม่ที่นำเข้ามาจากมาเลเซียและบรูไน อาจมีต้นทุนสูงขึ้น และจะต้องปรับราคาใหม่  ขณะที่ปุ๋ยที่ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางทางเรืออีก 5 ลำ กระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปโอมาน เพื่อเจรจาขอเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่คงยาก เพราะมีปัจจัยของสหรัฐเพิ่มเติม แต่ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ได้เจรจาซื้อปุ๋ยจากรัสเซียอีกทางหนึ่งไว้แล้ว

“ต้องยอมรับว่า ราคาปุ๋ยลอตใหม่ จะปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ แต่กระทรวงพาณิชย์ จะพิจารณาราคาอย่างรอบคอบที่สุดให้สอดคล้องกับต้นทุน ขณะเดียวกัน ก็จะมีโครงการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวด้วย”

“ส่วนประเด็นสินค้าที่ยื่นเรื่องเพื่อขอปรับขึ้นราคานั้น ทั้งน้ำมันปาล์มบรรจุขวด แชมพู และสบู่ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่อนุญาตให้ขึ้นราคา โดยน้ำมันปาล์ม อาจต้องเชิญผู้ประกอบการมาหารือก่อน เพื่อขอให้ทยอยปรับขึ้นและไม่ให้ของขาดตลาด ส่วนแชมพู และสบู่ อยู่ระหว่างดูข้อมูล ซึ่งจะใช้เวลาพิจารณา 15 วัน” 

เมื่อถามว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องยอมรับว่าราคาข้าวของจะเริ่มแพงขึ้น นางศุภจี ยอมรับว่า คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะต้องดูต้นทุนวัตถุดิบใหม่ที่เข้ามา ส่วนการดูแลเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนั้น ยังต้องติดตามในเดือน เม.ย.นี้ ที่จะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงขึ้นตลอดทั้งเดือน และจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นได้ จากเดือน มี.ค.ที่ยังติดลบอยู่

นางศุภจี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีสหรัฐประกาศใช้มาตรา 301 กับไทย โดยกล่าวหาว่าไทย 1.มีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า  และนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับนั้น ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งคำแก้ต่างไปให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) แล้วเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 69 ตามกำหนด โดยคำแก้ต่าง ๆ ได้ชี้แจงว่า ทั้ง 3 อุตสาหกรรมของไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินแต่อย่างใด

“ที่สำคัญรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยใช้วัตถุดิบ หรือส่วนประกอบในประเทศ (โลคอล คอนเทนต์) ให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย โดยเข้าใจว่าในประเด็นนี้ สหรัฐคงเกรงว่า ไทยอาจเป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศอื่นแล้วส่งออกต่อไปสหรัฐ เพื่อหลบเลี่ยงการถูกเก็บภาษีในอัตราสูง ส่วนประเด็นการใช้แรงงานภาคบังคับ ได้ชี้แจงไปว่า ไทยไม่ได้นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับเลย”

ทั้งนี้ มั่นใจในคำชี้แจงของไทย เพราะเราไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ไม่มั่นใจผลการพิจารณาจะออกมาอย่างไร แต่ตามกำหนดการพิจารณาของสหรัฐ ในช่วงกลางเดือน พ.ค.นี้ ประมาณวันที่ 13 พ.ค. จะเปิดให้ประเทศที่ถูกเปิดไต่สวน ส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมได้อีกครั้ง แต่ก่อนถึงช่วงนั้น ประมาณต้นเดือน พ.ค. ตนเองจะเดินทางไปสหรัฐ เพื่อพบหารือกับยูเอสทีอาร์ก่อน จากนั้นช่วงกลางเดือน ก็อาจจะเดินทางไปสหรัฐอีกครั้ง เพื่อแก้ต่างด้วยตัวเอง หรืออาจจะวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ก็ได้”

ภายหลังจากการแก้ต่างในช่วงกลางเดือน พ.ค.แล้ว ตามกำหนด ยูเอสทีอาร์ จะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 7 วัน และจะประกาศผลการไต่สวนเลยว่าจะใช้มาตรการใดกับไทย เช่น เก็บภาษีนำเข้า ซึ่งเข้าใจว่า สหรัฐจะต้องดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ก่อนที่การเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าที่ 10-15% ภายใต้มาตรา 122 กฎหมายการค้า จะสิ้นสุดเวลาบังคับใช้ 150 วัน ประมาณวันที่ 24 ก.ค. 69  

“ท้ายนี้ขอให้เชื่อมั่นในรัฐบาลว่า ทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ และตั้งใจทำงานเต็มที่ เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดที่ให้กับประชาชน”