มีเวลาฮันนีมูน เพราะมีเวลา ทำงานเพียง 4 เดือน หลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นำ ครม. เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 24 ก.ย. รอวันแถลงนโยบาย จากนั้นจะได้มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ
แต่ก่อนหน้านั้นทีมเศรษฐกิจนำโดย “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็น รองนายกฯ และ รมว.คลัง เดินหน้าทำงานไปก่อนหน้าแล้ว หาแนวทาง ช่วยเหลือประชาชน ทั้งปัญหาปากท้องและค่าครองชีพ โดยเฉพาะการนำ นโยบายคนละครึ่ง ที่เคยได้รับการยอมรับ ในสมัย รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาบังคับใช้ ท่ามกลางเสียงตอบรับจากชาวบ้านและภาคเอกชน
ดูเหมือน โครงการมหาชน จะมีการปรับรายละเอียดกันมากพอสมควร โดยมีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป
ขณะเดียวกันยังพิจารณา มอบสิทธิประโยชน์ เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องรอดู หลังฝ่ายบริหาร มีอำนาจเต็ม จะมีการปรับรายละเอียดหรือไม่
ส่วน ภาษีที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง ก็จะเลื่อน จัดเก็บเต็มอัตรา ออกไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ที่เป็นเจ้าของที่ดิน โดยรัฐบาลจะหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย ขณะที่ ปัญหาเรื่องพลังงาน ฝ่ายบริหารเตรียมเดินหน้าโครงการ “โซลาร์ชุมชน” ภายใน 4 เดือน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ในชุมชนรวมกว่า 1,500 เมกะวัตต์ในระยะเริ่มต้น
นอกจากนี้จะ ตรึงราคาพลังงาน และหากทำสำเร็จเรามองไปถึงการ ลดราคาพลังงาน ในปีหน้าเลย ได้ยินว่า รมว.พลังงาน มีแนวทางการช่วยเหลือ ไว้แล้ว คงต้องรอดูขั้นตอนการปฏิบัติจริง จะแบ่งเบาภาระ ให้กับประชาชนได้มากแค่ไหน เพราะเรื่องค่าไฟ เป็นเรื่องที่ชาวบ้านและภาคธุรกิจต่างเรียกร้องให้รัฐบาล ลงมาดูแลนานแล้ว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่าย ในการดำรงชีวิต และต้นทุนในการผลิตสินค้า
ขณะที่ปัญหาใหญ่อีกเรื่อง หนีไม่พ้นความขัดแย้ง บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์บริเวณ บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว มีประชาชนกัมพูชาออกมารวมตัว พยายามรื้อลวดหนาม ที่เราวางกั้นเพื่อ ยืนยันเขตแดนไทย แต่เพื่อนบ้านพยายามเข้ามาป่วน ซึ่งน่าจะมี เบื้องหลัง และ เบื้องหน้า
ที่น่าสนใจคือความเห็นของ “พล.ต.วินธัย สุวารี” โฆษกกองทัพบก ออกมายืนยันว่า “นายอันวาร์ อิบราฮิม” นายกฯมาเลเซีย ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจาก นายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT ของฝ่ายกัมพูชา
ต่อกรณีบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่ใช่พื้นที่ ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ แต่เป็นเขตอธิปไตยของไทย แต่มีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้วางแนวรั้วลวดหนาม ในพื้นที่อธิปไตยของไทยเอง จึงไม่ต้องใช้แผนที่ใด และกองทัพบกจะประสานกับทางกองทัพไทย เพื่อที่จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง
ครับ…จริง ๆ บทบาทนายกฯมาเลเซีย ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ตั้งแต่เชิญ “นายภูมิธรรม เวชยชัย” สมัยยัง ทำหน้าที่รองนายกฯ ไปเจรจากับนายกฯกัมพูชา หลังแสดงท่าทีกับ ตัวแทนรัฐบาลไทย แม้กระทั่งการให้ความร่วมมือ ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
โชคดีที่ “นายกฯอนุทิน” ยืนยันว่า ไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยได้ โดยจะยึด ประโยชน์ศักดิ์ศรีอธิปไตย เกียรติภูมิของประเทศไทย เป็นเป้าหมายหลัก…อย่าลืม บางคนรู้หน้าไม่รู้ใจ ดีที่สุดยึดหลักประเทศไทย ต้องได้ประโยชน์สูงสุด.
“เขื่อนขันธ์”



