เรื่องราวเหลือเชื่อนี้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม ปี 2532 มารีนา รามอส โดนฆาตกรแทงตาย มีผู้พบศพของเธอซึ่งอยู่ในสภาพเปลือยบนถนนโอลด์เทมเพิล บาร์ เขตโมฮาเวเคาน์ตี รัฐแอริโซนา ห่างจากลาสเวกัสไปทางใต้ประมาณ 80 กม.
เนื่องจากไม่มีใครรู้จักชื่อและไม่มีญาติมาติดต่อรับศพ เธอจึงถูกฝังในฐานะศพนิรนาม แต่ก่อนที่เธอจะถูกฝัง ทีมเก็บหลักฐานได้เก็บข้อมูลดีเอ็นเอของเธอและนำไปใส่ในฐานข้อมูลดีเอ็นเอรวม (CODIS) ของสำนักงานสืบสวนกลาง
ปีแล้วปีเล่าผ่านไปโดยไม่มีเบาะแสของคดีนี้ จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 หน่วยสืบสวนพิเศษของสำนักงานนายอำเภอเทศโมฮาเวเคาน์ตีส่งลายนิ้วมือจากแฟ้มคดีเข้าระบบข้อมูลบุคคลสูญหายและไม่สามารถระบุตัวตนแห่งชาติอีกครั้ง และในครั้งนี้ พวกเขาพบข้อมูลที่ตรงกัน
ลายนิ้วมือของศพหญิงนิรนามเมื่อ 30 ปีก่อนตรงกับลายนิ้วมือของ “มาเรีย ออร์ติซ” จากเมืองเบเกอร์สฟิลด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีข้อมูลว่า หญิงผู้นี้เคยถูกจับกุมในข้อหาลักทรัพย์เมื่อเดือนมิถุนายน 2532

หลังจากตรวจสอบประวัติกับสำนักงานนายอำเภอเคิร์นเคาน์ตีและหน่วยตำรวจเมืองเบเกอร์สฟิลด์ก็พบว่า ออร์ติซเคยให้ที่อยู่และชื่อของเพื่อนสองคนในเบเกอร์สฟิลด์ไว้
เมื่อเจ้าหน้าที่ติดต่อเพื่อนของเธอ หนึ่งในนั้นกล่าวว่าพวกเขาไม่รู้จักคนที่ชื่อมาเรีย ออร์ติซ แต่เธอมีญาติชื่อ มารีนา รามอส ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่ปี 2532 กลายเป็นว่า มาเรีย ออร์ติซ เป็นชื่อปลอมที่รามอสใช้
นอกจากนี้ พวกเขายังพบว่า ตอนที่เสียชีวิต รามอสมีลูกสาวสองคนคือ เอลิซาเบธ วัย 14 เดือน และ จัสมิน วัย 2 เดือน ที่หายตัวไปเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เธอโดนสังหาร
เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับเอสเธอร์ ลูกพี่ลูกน้องของรามอสซึ่งเคยดูแลเด็กๆ ในเดือนสิงหาคม 2532 ขณะที่รามอสถูกจำคุกในข้อหาลักทรัพย์ ได้ข้อมูลว่า เมื่อออกจากคุก รามอสก็มารับลูกสาวจากบ้านของเอสเธอร์ โดยมีชายคนหนึ่งที่รู้เพียงชื่อของเขาว่า “เฟอร์นันโด” มาพร้อมกับเธอด้วย

รามอสบอกลูกพี่ลูกน้องของเธอว่าพวกเขากำลังจะไปออนแทรีโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ สี่เดือนต่อมา ก็มีผู้พบศพของเธอกลางทะเลทราย ส่วนลูก ๆ ของเธอและเฟอร์นันโดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ตั้งแต่มีการระบุตัวตนของรามอสได้ในปี 2565 ตำรวจก็สืบหาตัวเด็กหญิงทั้งสองที่หายไป เจ้าหน้าที่ได้ทำงานร่วมกับครอบครัวของรามอส ซึ่งได้ให้ตัวอย่างดีเอ็นเอเพื่อเปรียบเทียบในฐานข้อมูลพันธุกรรมหลายแห่ง
ในเดือนสิงหาคม 2566 พวกเขาก็พบว่าข้อมูลดีเอ็นเอของรามอสตรงกับข้อมูลของหญิงคนหนึ่ง ความน่าจะเป็นสูงที่จะตรงกับหญิงคนหนึ่งกับรามอส
ลอรี มิลเลอร์ เจ้าหน้าที่สืบสวนจากสำนักงานนายอำเภอโมฮาเวเคาน์ตีสามารถตามหาหญิงคนดังกล่าวและน้องสาวของเธอได้สำเร็จ ตอนนี้พวกเธอมีชื่อว่า “ทีนา” และ “เมลิสซา” หญิงสาวทั้งสองซึ่งอยู่วัย 30 ปีเศษ ได้ให้ตัวอย่างดีเอ็นเอ ซึ่งต่อมายืนยันว่าพวกเธอคือ เอลิซาเบธ และ จัสมิน รามอส ที่หายตัวไป

สองวันหลังจากมีการพบศพแม่ของพวกเธอในแอริโซนา ก็มีผู้พบเด็กหญิงวัยแบเบาะทั้งสองถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำในสวนสาธารณะที่เมืองออกซ์นาร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย เด็กๆ ถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจท้องที่และส่งต่อไปอยู่ในการดูแลของหน่วยงานคุ้มครองเด็ก จากนั้นคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งจากเขตเวนทูราเคาน์ตีก็รับไปเลี้ยงในที่สุด
สองพี่น้องเล่าว่า พวกเธอเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น พวกเธอได้รับรู้ว่าเป็นเด็กที่พ่อแม่บุญธรรมรับมาเลี้ยง เแต่ไม่เคยรู้เลยว่าพวกเธอเคยเป็นเด็กที่หายสาบสูญ หรือว่าแม่ของพวกเธอถูกฆาตกรรม
ทีน่า ซึ่งเดิมชื่อ จัสมิน ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอบีซี15 ว่าเธอสงสัยเรื่องครอบครัวผู้ให้กำเนิดของตัวเองมาตลอด เธอเป็นคนอัปโหลดข้อมูลดีเอ็นเอของตัวเองเข้าระบบฐานข้อมูลเมื่อหลายปีก่อน โดยไม่รู้ว่าครอบครัวที่เธอกำลังตามหานั้นคือใคร เพราะต้องการรู้ที่มาของตัวเอง
“ฉันเสียใจที่รู้ว่าแม่จากไปแล้ว และฉันจะไม่มีวันได้เจอเธอ” ทีนากล่าวเสียงสั่น “มันยังคงสะเทือนใจฉันอยู่เล็กน้อย เพราะเธอถูกพรากไปจากฉัน และนั่นมันไม่ถูกต้องเลย แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็มีความสุขที่รู้ว่าเธอไม่ได้ทนทุกข์ทรมาน เธอไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย และฉันมีความสุขที่รู้ว่าปัญหาเรื่องความรู้สึกว่าตัวเองโดนทอดทิ้งที่ฉันเคยแบกรับมาตั้งแต่เด็กได้รับการปลดปล่อยแล้ว”
ทั้งทีน่าและเมลิสซา ซึ่งต่างก็มีครอบครัวของตัวเองแล้ว ยังคงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับข่าวนี้ เมลิสซากล่าวว่า “ฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าฉันสบายดี ฉันมีชีวิตที่สวยงาม และมีสามีที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ยังมีคำถามและความรู้สึกใหม่ที่ฉันเพิ่งพบเจอ”
สองพี่น้องกำลังค่อยๆ ติดต่อกับญาติพี่น้อง ทีน่ากล่าวว่า “รู้สึกดีที่รู้ว่าฉันมีครอบครัวที่ห่วงใยและตามหาฉันอยู่ แม้ว่าฉันจะไม่รู้เรื่องนี้เลยก็ตาม”
ในขณะที่สองพี่น้องยังคงพยายามปะติดปะต่ออดีตของพวกเธอ การตามล่าตัวฆาตกรแม่ของพวกเธอเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เจ้าหน้าที่สืบสวนเชื่อว่ามีผู้ต้องสงสัยสามคน ซึ่งมีพยานเห็นว่าอยู่กับเด็กๆ ในช่วงเวลานั้น และเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของรามอส พยานที่อยู่ในสวนสาธารณะในวันนั้นจำได้ว่าเห็นผู้หญิงคนหนึ่งสวมกระโปรงยาวสีแดงและรองเท้าบูทสีขาว พร้อมด้วยผู้ชายสองคนกำลังอุ้มเด็กทารก

มิลเลอร์กล่าวว่า “มีพยานคนหนึ่งเข้ามาให้การและบอกว่าเธอเห็นผู้หญิงเชื้อชาติฮิสแปนิกคนหนึ่ง สูงประมาณห้าฟุต และผู้ชายฮิสแปนิกสองคนลงจากรถกระบะขนาดเล็กสีดำในละแวกใกล้เคียงสวนสาธารณะ และเห็นพวกเขาอยู่ในสวนสาธารณะ”
ขณะนี้ สำนักงานเอฟบีไอภาคสนามในเมืองฟีนิกซ์ กรมความปลอดภัยสาธารณะของแอริโซนาและศูนย์ข้อมูลเด็กหายแห่งชาติ ยังคงดำเนินการสืบสวนต่อไปและเรียกร้องให้ประชาชนที่มีข้อมูลเกี่ยวกับคนร้ายคดีติดต่อเข้ามายังเจ้าหน้าที่
ที่มา : independent.co.uk
เครดิตภาพ : Facebook / Mohave County Sheriff’s Office, National Center for Missing & Exploited Children



