เป็นรัฐมนตรีคนแรกที่กล้าวิจารณ์และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) เชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) สำหรับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ที่กล่าวแถลงในวันมอบนโยบายการทำงานของกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2568 ……ในประเด็นการแก้สัญญาให้จ่ายเป็นงวดๆ สร้างไปจ่ายไป ผิดสัญญาเดิมจะทำให้รัฐเสียหาย ดังนั้นจะไม่นำโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเพื่อแก้ไขสัญญา

….เวลานี้ไม่สามารถบอกได้ว่ายกเลิกสัญญา เพราะจะโดนจ่ายค่าปรับ ต้องเรียกทุกฝ่ายมาหารือร่วมกันก่อน หากทำแล้วไม่ผิดกฎหมายอะไรคุยได้ก็อยากคุย แต่เมื่อสัญญาเดิมไม่ได้ระบุให้จ่ายเป็นงวดๆ จึงทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะสุดท้ายเมื่อถูกฟ้องร้องขึ้นมาใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ยอมรับว่า 4 เดือนก่อนรัฐบาลยุบสภาปลายเดือนม.ค. 2569 คงยากที่จะเกิดการก่อสร้างแต่จะเป็นช่วงเวลาที่จะทำให้มีทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้โครงการฯ เดินต่อได้ โดยไม่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ เพราะล่าช้ามา 6 ปีแล้ว แต่ละวันที่ผ่านไปความเสียหายเกิดขึ้นกับทั้งภาครัฐ และเอกชน
สุดท้ายหากไม่มีทางออกว่าจะแก้ไขอย่างไร ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน เพราะการรถไฟแห่งประเทศไทย( รฟท.) มีเส้นทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงแหลมฉบังอยู่แล้ว เพียงแค่ต้องทำต่อเข้าสนามบินอู่ตะเภา น่าจะดำเนินการได้ง่ายกว่า เวลานี้เส้นทางกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง ยังใช้ประโยชน์ไม่มากนัก ถ้าล้มโครงการฯ ก็สามารถใช้ระบบรางเชื่อมต่อกับรถโดยสารได้ นำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ และปรับความถี่ในการเดินรถให้เร็วกว่าเดิม.

วันถัดมา นายพิพัฒน์ ยังให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยว่า เตรียมหารือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รวมทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายให้ได้ความชัดเจนว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานฯผิดกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งจะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าหารือทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) รฟท.และบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ผู้รับสัมปทาน
โครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ระยะทาง 220 กม. มูลค่าลงทุน 224,544 ล้านบาท ลงนามในสัญญากับกลุ่มซีพีมาตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. 2562 ผ่านมา 6 ปี เสาตอม่อสักต้น ยังไม่เห็น

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” ได้ตรวจสอบข้อมูลเส้นทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงแหลมฉบัง พบว่าเป็นเส้นทางกรุงเทพ(หัวลำโพง)-จุกเสม็ด รฟท. ได้ขยายเส้นทางเดินรถสายตะวันออกตั้งแต่เดือน พ.ย.2566 โดยเปิดบริการสถานีปลายทางเพิ่มอีก 2 แห่ง จากเดิมสิ้นสุดที่สถานีพลูตาหลวง เป็นสถานีอู่ตะเภา และสถานีจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ปัจจุบันมีขบวนรถให้บริการทุกวันๆ ละ 2 เที่ยว (ไป 1 เที่ยว และกลับ 1 เที่ยว) ได้แก่ เที่ยวไป ขบวนรถธรรมดาที่ 283 กรุงเทพ (หัวลำโพง)-จุกเสม็ด ออกจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เวลา 06.55 น. ถึงสถานีอู่ตะเภา เวลา 11.32 น. ถึงสถานีจุกเสม็ด เวลา 11.45 น. และเที่ยวกลับ ขบวนรถธรรมดาที่ 284 จุกเสม็ด-กรุงเทพ (หัวลำโพง) ออกจากสถานีจุกเสม็ด 13.05 น. ออกจากสถานีอู่ตะเภา 13.17 น. ถึงสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) 18.15 น. ทั้ง2ขบวนรถธรรมดาที่ 283 และที่ 284 ค่าโดยสารเริ่มต้น 2-40 บาท(คิดตามระยะทาง)

ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ มีขบวนรถให้บริการเพิ่มอีก 2 เที่ยวต่อวัน (ไป 1 เที่ยว และกลับ 1 เที่ยว) ได้แก่ เที่ยวไป ขบวนรถช่วยการโดยสาร(ดีเซลรางปรับอากาศ) ที่ 997 กรุงเทพ(หัวลำโพง)-จุกเสม็ด ออกจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) 06.45 น. ถึงสถานีอู่ตะเภา 09.57 น. ถึงสถานีจุกเสม็ด 10.10 น. และเที่ยวกลับ ขบวนรถช่วยการโดยสาร(ดีเซลรางปรับอากาศ) ที่ 998 จุกเสม็ด-กรุงเทพ (หัวลำโพง) ออกจากสถานีจุกเสม็ด 15.30 น. ออกจากสถานีอู่ตะเภา 15.43 น. ถึงสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) 18.55 น. ค่าโดยสารเริ่มต้น 80-170 บาท(คิดตามระยะทาง) ดังนั้นวันเสาร์ และอาทิตย์ จะมีขบวนรถให้บริการวันละ 4 เที่ยว ขบวนที่ 283/284 และ ขบวนที่ 997/998


เป็นทางเลือกเดินทางเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง มีรถสองแถวรอให้บริการ อาทิ ท่าเรือเฟอร์รี่จุกเสม็ด ท่าเรือจุกเสม็ด ชุมชนแสมสาร เรือหลวงจักรีนฤเบศร หาดนางรำ และหาดนางรอง ผู้ใช้บริการแต่ละเดือนไม่ถึง 5 พันคน

สำหรับสถานีอู่ตะเภา จะถึงก่อนสถานีจุกเสม็ด ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง 1 สถานี อยู่ห่างจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาประมาณ 3 กม. สถานีรถไฟอู่ตะเภา มีอาคารรองรับผู้โดยสารจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาอยู่แล้ว รวมทั้งมีที่จอดรถ และจุดรับส่ง-สำหรับรถโดยสารด้วย ในอนาคตหากนายพิพัฒน์มีนโยบายที่ชัดเจน เบื้องต้นอาจเปิดเดินขบวนรถดีเซลรางเพิ่ม เพื่อให้บริการเส้นทางกรุงเทพ(หัวลำโพง)-อู่ตะเภา-กรุงเทพ(หัวลำโพง) และเชื่อมต่อกับรถโดยสารได้ รองรับการเชื่อมระหว่างท่าอากาศยานอู่ตะเภา- กรุงเทพฯ ปัจจุบันเส้นทางรถไฟ กรุงเทพ-จุกเสม็ด


การเดินทางโดยรถไฟสายตะวันออก ทำเวลาได้แน่นอนกว่าเดินทางด้วยรถยนต์ จากกรุงเทพ-อู่ตะเภา รถไฟวิ่งด้วยความเร็ว 80-90 กม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. เป็นทางคู่ถึงชุมทางศรีราคา จากนั้นถึงอู่ตะเภายังเป็นทางเดี่ยว ส่วนทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ-อู่ตะเภา 189 กม. และกรุงเทพฯ-จุกเสม็ด 195 กม. หากเจอการจราจรติดขัด จะใช้เวลาเดินทางมากกว่า 3 ชม. ขณะที่รถไฟไฮสปีดจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที


ฉายภาพเส้นทางรถไฟเชื่อมสนามบินอู่ตะเภา ด้วยรถไฟธรรมดาฮึกกะฉักๆๆฉ่ำๆ3ชม. เปรียบเทียบรถไฟไฮสปีด3สนามบินแค่ 45 นาที แต่โลว์สปีดยังมาไม่ถึง.
……………………………………………….
นายสปีด
***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต



