เวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแวบเดียวขยับเข้าสู่เดือนตุลาคม เหลืออีก 2 เดือนก็จะสิ้นปี เกมกระดานการเมืองไทยพลิกผัน เพียงแค่ 3 ปี ต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้วถึง 3 คน!!
เปลี่ยนมือ ผู้นำประเทศ เป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากภูมิใจไทย ค่ายสีน้ำเงินบุรีรัมย์ นำองคาพยพคณะรัฐมนตรีขัดตาทัพ ในช่วง 120 วัน ดึงคนนอกทั้งอดีตข้าราชการ นักบริหาร ภาคเอกชนฝีมือดี ผสมปนเป รมต.หน้าเดิม กลายเป็น ครม.หนูส้มค้ำ จากดีลปิศาจ ด้วยเสียงของ พรรคประชาชน ค่ายสีส้ม ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่
ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาเฉพาะหน้า 2 เรื่องใหญ่ ของประเทศทั้ง ด้านความมั่นคง ชายแดนไทย-กัมพูชา และ ปัญหาเศรษฐกิจ ตอนนี้ราคาทองคำทุบสถิติประเทศไทย พุ่งทะยานทะลุทุบสถิติ 6 หมื่นบาท ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ส่วน ด้านการเมือง เมื่อนายกฯอนุทิน ประกาศจะยุบสภาตรงกับช่วงปลายเดือน ม.ค.69 การบริหารขับเคลื่อนประเทศต้องสะดุดแล้วสะดุดอีก ส่งผลให้เศรษฐกิจสะดุด ความเชื่อมั่นทรุด และนโยบายขาดความต่อเนื่อง
ประเทศต้องแบกรับจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เมื่อรัฐบาลมีอายุสั้นไม่ครบวาระ 4 ปี ต้องยุบสภาจัดเลือกตั้งใหม่ เรียกว่าการเมืองไทยฝ่ายไหนพลาดท่าเปิดช่องโหว่ให้เห็นเป็นโดนเช็กบิลทันที เชิงผา ลองไล่ย้อนกลับไปดู สถานการณ์บ้านเมืองกลางปี พ.ค. 68 ราคาทองคำยังแค่รับซื้อบาทละ 52,700 บาท ภายใต้การนำพาของ นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ทวีความร้อนแรง ทั้ง ปมทักษิณ รักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจ แพทยสภามีมติลงโทษ และพักใบอนุญาตแพทย์ 3 ราย
อีกเรื่อง ทีมสืบสวนและไต่สวนของ กกต.-ดีเอสไอ ลุยออกหมายเรียก “54 สว.” ลอตแรก ให้เข้ามาชี้แจงรับทราบข้อกล่าวหา การกระทำเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ ระบุมีพยานหลักฐานชัดเจน กระทำความผิดไม่ได้ถูกเลือกเป็น สว. โดยสุจริตเที่ยงธรรม หรือ “มาโดยการฮั้ว สว.” ประเดิมไปติดหมายเรียก หน้าบ้าน “6 สว.คนดัง” กลายเป็นอีกคดีประวัติศาสตร์เพราะกลุ่มผู้เกี่ยวข้องเป็นเครือข่ายสีน้ำเงิน
แต่เมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เกมพลิก ฝ่ายสีแดง พรรคเพื่อไทย โดนนิติสงครามเล่นงานทั้งพ่อ-ลูก ส.ค. 68 น.ส.แพทองธาร หลุดจากเก้าอี้นายกฯ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียงให้พ้นจากตำแหน่ง จากปมคลิปเสียงฮุน เซน ถัดมา ก.ย. 68 ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา คดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ สั่งจำคุก 1 ปีให้นำตัวกลับเข้าเรือนจำ กรณีการบังคับโทษจำเลยเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในขณะที่ คดีฮั้ว สว. แม้ทีมสืบสวน กกต.-ดีเอสไอ แกะรอยหลักฐานนานนับปี จนพบทำกันเป็น ขบวนการใหญ่ สังคมไทยเกือบลืมว่า คดีไปถึงไหนแล้ว? ได้ขยับมาฮือฮาอีกครั้ง เมื่อมีเอกสารให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ถูกนำมาตีแผ่ว่อนโซเชียล นอกจากนี้บรรดาเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนทำคดี เริ่มถูกย้ายไปคนละทิศคนละทาง ระบุว่า ยืมตัว ไปช่วยงาน
คดีฮั้ว สว. ถือเป็นอีกเรื่องใหญ่ เพราะเชื่อมโยงบุคคลดังในแวดวงการเมืองแทบทั้งสิ้น กลุ่มสำรอง จึงทนไม่ไหวตัดสินใจเข้าแจ้งความ ที่ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อดำเนินคดีอาญากับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งคณะ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้กระบวนการเลือก สว. เสียหายร้ายแรง
บทสรุปจะลงเอยเช่นไร สังคมไทยคงอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายมาตรฐานเดียวกันทุก ๆ ฝ่าย “กลุ่มบุคคลใด” เกี่ยวข้องมีหลักฐานกระทำผิดชัดเจนต้องรับโทษ ดังเช่นคดีของ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” ยังต้องกลับเข้าไปในเรือนจำ!!.
เชิงผา



