ไขข้อสงสัยเรื่องฮอร์โมนและเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยมะเร็งอัณฑะ ไม่นานมานี้ มีผู้ป่วยชายวัย 41 ปี มาพบแพทย์ด้วยก้อนที่อัณฑะ หลังการตรวจและผ่าตัดพบว่าเป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของอัณฑะ หลายคนเมื่อได้ยินว่า “ต้องตัดลูกอัณฑะออก” มักกังวลทันทีว่า จะหมดสมรรถภาพทางเพศหรือเปล่า? จะยังมีความเป็นชายอยู่ไหม? และถ้าฮอร์โมนเพศชายต่ำ จะให้ฮอร์โมนทดแทนได้หรือไม่ โดยเฉพาะในคนที่เป็นมะเร็ง?

บทความนี้จึงขออธิบายสองประเด็นสำคัญที่มักถูกถามบ่อย และเป็นความเข้าใจผิดของสังคม

1.การตัดอัณฑะหนึ่งข้าง ส่งผลต่อสมรรถภาพเพศชายหรือไม่? อัณฑะมีหน้าที่สร้างเชื้ออสุจิและฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเตอโรน) เมื่อถูกตัดออกไปหนึ่งข้าง อัณฑะอีกข้างมักจะทำงานชดเชยได้เพียงพอ ทำให้ความเป็นชาย สมรรถภาพทางเพศ และความต้องการทางเพศแทบไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ชายส่วนใหญ่ยังคงมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ไม่ได้หมดสมรรถภาพหรือเสื่อมสมรรถภาพทันทีเหมือนที่หลายคนกังวล แต่ถ้าต้องตัดออกทั้งสองข้างจริง ๆ ฮอร์โมนจะลดลงมาก จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน

2.ถ้าฮอร์โมนเพศชายต่ำ จะให้ฮอร์โมนทดแทนได้ไหม? หลังการผ่าตัด หากพบว่า ฮอร์โมนเพศชายต่ำจริง หรือมีอาการจากการขาดฮอร์โมน เช่น อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อลดลง กระดูกพรุน หรือสมรรถภาพทางเพศถดถอย แพทย์อาจพิจารณาให้ ฮอร์โมนทดแทน (Testosterone) ได้ แต่ในผู้ป่วยมะเร็งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในกรณี มะเร็งอัณฑะชนิดเซลล์เจิร์ม (Germ cell tumor) หากรักษาแล้วโรคสงบ แพทย์สามารถพิจารณาให้ฮอร์โมนได้ถ้ามีความจำเป็น

ส่วนกรณี มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของอัณฑะ (Lymphoma) อย่างผู้ป่วยรายนี้ ยังไม่มีข้อมูลว่าฮอร์โมนทำให้โรคกำเริบ แต่โดยทั่วไปแพทย์จะยังไม่ให้ฮอร์โมนในช่วงที่กำลังรักษาโรคอยู่ เช่น ระหว่างเคมีบำบัด หลังโรคสงบแล้วจึงค่อยพิจารณาเป็นราย ๆ ไป กล่าวโดยสรุปคือ ฮอร์โมนทดแทนไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาดในผู้ป่วยมะเร็งอัณฑะ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.

………………………………………………………………………….
ศ.เกียรติคุณ นท.ดร.นพ. สมพล เพิ่มพงศ์โกศล

รพ.รามาธิบดี คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่