อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ “น้ำท่วม” ในปีนี้ แม้ตอนนี้ยังไม่คลี่คลาย ตัวเลขความเสียหายโดยรวมยังไม่รู้เท่าไหร่ แต่กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมต่างก็รู้กันชัดระดับหนึ่งแล้วว่าตนเองสูญเสียคิดเป็นตัวเลขตัวเงินไม่ต่ำกว่าเท่าไหร่ ยังไม่นับรวมความเสียหาย ความสูญเสีย กรณีสุขภาพ กรณีชีวิต ที่ยิ่งน่าเห็นใจ…

ภัยน้ำท่วม” นั้น “ในไทยยังเกิดซ้ำ ๆ”

โดย “แก้ไขป้องกันยั่งยืนยังเห็นไม่ชัด”

แล้ว “รูปการณ์เช่นนี้จะอย่างไรกันดี?”

ช่วงฤดูฝนในประเทศไทยในปี 2568 นี้ ในภาพรวมนั้น…กับการประกาศให้ประชาชนระมัดระวังพายุ น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ก็มีปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนระดับพื้นที่…พื้นที่ใดมีการแจ้งเตือนประชาชนได้ดี?-ไม่ดี? ทันการณ์?-ไม่ทันการณ์? ประชาชนในแต่ละพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมก็คงตระหนักกันแล้ว… อย่างไรก็ตาม ที่แน่ ๆ น้ำท่วมในไทยในปี 2568 นี้ก็เป็นอีกปีที่มีหลายพื้นที่ประสบภัยที่ประชาชนบอกว่า “ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน!!” หรือ “ไม่เคยเจอหนักเท่านี้!!” หรือ “พอรู้ตัวก็ท่วมหนักแล้ว!!-ทำอะไรไม่ได้แล้ว!!” ซึ่งกรณีแบบนี้ “ก็น่าคิด”โดยไม่เพียงน่าคิดว่านับวันภัยธรรมชาติยิ่งรุนแรงขึ้น หากแต่ยัง…

น่าคิดถึงการรับมือภัยที่ไม่เท่าทัน!!”

ทั้งนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนไว้ในตอนที่แล้วว่าตั้งแต่ราว ๆ 36 ปีก่อนแล้วที่ไทยเริ่มมีปัญหาภัยน้ำ น้ำท่วม รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และกว่า 20 ปีแล้วที่ไทยประสบภัยน้ำรูปแบบต่าง ๆ เกือบทุกปี แต่จนวันนี้การแก้ไขก็ยังเห็นภาพรวมที่ยั่งยืนได้ไม่ชัด?? ซึ่ง เมื่อการแก้ไข-ป้องกันภัยน้ำท่วมยังไม่เท่าทันสถานการณ์ภัย หากการรับมือโดยเตือนภัย-ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยทำได้ดี-ทำได้แบบเต็มที่…ก็ยังดี แต่…การเตือน-การช่วยเหลือนี่ดีหรือยัง?-เต็มที่หรือยัง?…นี่ก็น่าคิด??

และ…กับประเด็นต่าง ๆ ที่มีผู้สันทัดกรณีหลายท่านได้ร่วมสะท้อนไว้ผ่านเวทีเสวนาวิชาการ “การเตรียมการป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากภาวะวิกฤติภัยพิบัติในบริบทสหสาขา” เวทีเสวนาย่อยซึ่งจัดขึ้นใน การประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติด้านการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ ครั้งที่ 3 โดยเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (TNDR) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเตรียมพร้อมเมื่อเกิดภัยพิบัติแต่ละประเภทซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้เคยสะท้อนต่อข้อมูลไว้ตั้งแต่ก่อนกลางปีที่ผ่านมา… มาถึงตอนนี้ก็นับว่าน่าพลิกแฟ้มชวนพิจารณา…

น่าพินิจสิ่งที่ถูกชี้ไว้กับสิ่งที่เป็นอยู่??

ยกตัวอย่างเช่น… แม้จะป้องกันภัยพิบัติไม่ได้ แต่การเตรียมพร้อมจะช่วยให้เตรียมตัวได้ถูกต้องและตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ลดความสูญเสีย ความเสียหาย และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล …ก็น่าคิด ก็ลองพินิจพิจารณากันว่า ในไทยปัจจุบันมีพื้นที่ใดบ้างที่สามารถทำตามนี้ได้มีประสิทธิภาพ??

ตัวอย่างต่อไป… การเตือนภัยล่วงหน้า 48 ชั่วโมง คือคีย์เวิร์ดช่วยลดความเสียหายจากภัยพิบัติ ซึ่งถ้ามีระบบเตือนภัยที่แม่นยำ ทันเวลา และมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสียหายลงได้ถึง 80% อีกทั้งการมีระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าที่ดี และการมีเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ข้อมูลต่าง ๆ จะช่วยทำให้ชุมชนเข้าใจตัวเอง และเตรียมตัวได้ถูกต้องตรงกับสถานการณ์ …นี่ก็น่าพินิจว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ใดบ้างในประเทศไทยที่สามารถทำได้ตามนี้??

ถัดมาอีกตัวอย่าง… การเฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติ จะนำสู่การช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือได้ถึง 7 เท่า หากเกิดภัยพิบัติขึ้น การเฝ้าระวังจึงเป็นอีกภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกเหนือจากภารกิจช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ …นี่ก็เป็นสิ่งที่ถูกชี้ไว้ผ่านเวทีเสวนาวิชาการดังกล่าว ก็ น่าพินิจเทียบเคียงกับสิ่งที่เป็นอยู่ในแต่ละพื้นที่??

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มิใช่ว่า “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะชี้ว่าผู้รับผิดชอบทุกพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมทำสิ่งต่าง ๆ ดังที่ยกตัวอย่างจากเวทีเสวนาวิชาการดังกล่าวทำได้ไม่ดี และก็เชื่อว่าพื้นที่ต่าง ๆ สามารถดำเนินการ-สามารถทำได้ดี ส่วนจะดีเพียงพอ?-ดีไม่เพียงพอ? หรือไม่?-อย่างไร? กับ “มาตรการรับมือภัยน้ำท่วม” นั้น…ทาง ประชาชนในพื้นที่คือผู้ตัดสิน… อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกหลายสิ่งที่ถูกชี้ไว้ผ่านเวทีเสวนาเกี่ยวกับการเตรียมการป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากภาวะวิกฤติภัยพิบัติ…ที่ “ก็น่าคิด”

อย่างเช่น… ประเทศไทยมีการแบ่งอำนาจและกระจายอำนาจ โดยมีการปกครอง 3 แบบ คือ 1.รวมอำนาจสู่ส่วนกลาง 2.แบ่งอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 3.กระจายอำนาจให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก่อให้เกิดความซับซ้อนเชิงโครงสร้างและระบบ ที่เป็นปัจจัยลดทอนความสามารถในการรับมือเหตุฉุกเฉินลงพอสมควร และรวมถึงประเด็น… ความคิดที่ว่าการช่วยเหลือเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงผู้เดียว และประชาชนคือผู้รับความช่วยเหลือ ทำให้ขาดการเตรียมความพร้อมด้วยตนเอง …ซึ่งนี่ก็มิใช่ว่าไม่น่าคิด เมื่อพิจารณาเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ตามตัวอย่างข้างต้น…ที่เป็นอยู่

สู้ภัยน้ำท่วม” นั้น “หวังพึ่งรัฐก็หวังไป”

แต่ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก็ไม่สนไม่ได้”

เพราะ “สิ่งที่หวังยังหวังได้ยาก??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์