แฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็คชันไซไฟสุดคลาสสิกอย่าง “Tron” (TRON 1982, TRON: LEGACY 2010) กลับมาเป็นครั้งที่ 3 ในชื่อ “Tron: Ares ทรอน แอรีส” โดย Walt Disney Studios การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการโชว์ภาพตระการตา แต่เป็นการตั้งคำถามที่ลึกซึ้งและทันสมัย ถึงอนาคตของมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์
ภาพยนตร์ภาคนี้วางเดิมพันครั้งใหญ่ ด้วยการนำ Ares (รับบทโดย Jared Leto) นักรบ AI ผู้ซับซ้อนและถูกกำหนดให้เป็นอาวุธทำลายล้าง ออกจากโลกดิจิทัลมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่ที่น่าตื่นเต้น และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Tron: Ares” นำเสนอพล็อตเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยย้ายจุดโฟกัสจากโลกดิจิทัลอันตระการตาในภาคก่อนๆ มาสู่ความขัดแย้งทางด้านจิตสำนึกของปัญญาประดิษฐ์ เมื่อ Ares ถูกส่งมายังโลกจริง เขาได้สัมผัสและมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ จนทำให้ “จิตสำนึกและมโนธรรม” ของเขาเริ่มพัฒนาขึ้น
การเดินทางของ Ares คือการเปลี่ยนผ่านจากอาวุธที่ไร้จิตวิญญาณ ไปสู่การเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรารถนาจะเป็นมนุษย์และดำรงอยู่บนโลกจริง ทำให้เป้าหมายของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากการทำตามคำสั่งสู่การต่อต้านอำนาจ และนี่คือแก่นหลักที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความลึกซึ้ง และน่าติดตามมากกว่าแค่ฉากต่อสู้

ภาพยนตร์ได้นักแสดงหนุ่มเซอร์สุดหล่อ Jared Leto มาสวมบทบาท Ares ในการถ่ายทอดความขัดแย้งภายในของ AI ที่จิตใจกำลังพัฒนาและเรียนรู้ความเป็นมนุษย์
ส่วน Eve Kim (รับบทโดย Greta Lee ที่โด่งดังจาก Past Lives) โปรแกรมเมอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ที่กำลังตามหาโค้ดแห่งการอยู่ร่วมกัน ก็เป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของ Ares ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และ AI คู่นี้ น่าจะเป็นส่วนที่สร้างความเข้าใจให้กับผู้ชม ว่าในอนาคตเทคโนโลยีและมนุษยชาติจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างแท้จริงหรือไม่?

“Tron: Ares” มีโจทย์ที่ท้าทายในการนำแฟรนไชส์เก่าแก่กลับมาสู่ยุคที่ AI กำลังเป็นประเด็นร้อนในโลกจริง การผสมผสานความมันส์ของแอ็คชันไซไฟ เข้ากับการสำรวจประเด็นทางจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูมีอะไรมากกว่าแค่การย้อนรำลึกถึงความหลัง
จุดเด่นของ Tron: Ares คือภาพอันตระการตา และซาวด์สุดเร้าใจ
งานภาพและฉากแอ็คชัน (Visual Spectacle) ยังคงเอกลักษณ์ของ Tron เอาไว้ได้ ด้วยงานภาพที่ตระการตา ฉากแอ็คชันและฉากไล่ล่าที่ใช้แสงนีออนเป็นเส้นนำสายตา (Visual Feast) ซึ่งมอบความบันเทิงในระดับบล็อกบัสเตอร์ได้อย่างดีเยี่ยม
ดนตรีประกอบของหนังสร้างสรรค์โดย Nine Inch Nails (Trent Reznor และ Atticus Ross) นักวิจารณ์หลายสำนักยกให้เป็นส่วนที่ดีที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ บางคนบอกว่าแค่ไปดูเพื่อฟังซาวด์ก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว

การกลับมาของ Jeff Bridges ตำนานแห่งแฟรนไชส์ Tron ทำให้หนังภาคนี้สมบูรณ์ พร้อมด้วย 2 นักแสดงที่น่าจับตามอง Jodie Turner-Smith กับ Evan Peters ที่สร้างสีสันให้กับหนังอย่างมาก
ข้อด้อยที่ถูกโจมตีจากนักวิจารณ์ คือการย้ายจากโลกดิจิทัล The Grid มาสู่โลกจริง โดย Tron: Ares ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นอก Grid และให้ความสำคัญกับโลกจริงที่แสนน่าเบื่อมากเกินไป ทำให้ขอบเขตทางภาพและจินตนาการของหนังแคบลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับภาคก่อนๆ
นอกจากนั้น แก่นของเรื่องยังขาดน้ำหนักและความลึก แม้พล็อตการตั้งคำถามเกี่ยวกับ AI, จิตสำนึก และความเป็นมนุษย์ จะน่าสนใจ แต่หนังขาดไอเดีย และความพยายามในการสำรวจประเด็นทางปรัชญาเหล่านี้ หนัง “ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ” ทำให้ผู้ชมไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร และเรื่องราวของ Tron: Ares
ขณะที่ Jared Leto ในบท Ares ถูกหลายสำนักวิจารณ์อย่างรุนแรงว่า ไม่สามารถทำให้ผู้ชมเชื่อได้ว่า เขาคือ AI ไร้ชีวิต ที่กำลังค้นหาจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ทำให้ตัวละคร Ares “ขาดเสน่ห์” และไม่ได้รับ “ความเห็นอกเห็นใจ” จากผู้ชม
แตกต่างจากสาว Greta Lee ที่ได้รับคำชมเรื่องการแสดงที่โดดเด่น และความน่ารักของเธอก็เอาชนะใจนักวิจารณ์หลายคนได้

3.5/5
“Tron: Ares” เหมาะกับคอหนังไซไฟแอ็คชัน งานภาพสวยงามตระการตา ดนตรีประกอบอิเล็กทรอนิกส์สุดกระหึ่ม นำเสนอเรื่องราวที่เข้าใจง่าย และเป็นมิตรกับผู้ชมใหม่ๆ (โดยไม่จำเป็นต้องเคยดูภาคก่อนๆ) อย่างไรก็ตาม หากคุณคือแฟนพันธุ์แท้ของแฟรนไชส์ Tron ที่คาดหวังความลึกซึ้งทางปรัชญา ความลึกลับซับซ้อนของโลก The Grid หรือความผูกพันทางอารมณ์ที่เข้มข้นเหมือนภาคก่อนๆ คุณอาจต้องผิดหวัง เนื่องจากภาพยนตร์ภาคนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น “วิดีโอเพลงความยาว 2 ชั่วโมงพร้อมภาพสวยๆ” มากกว่าจะเป็นภาพยนตร์ไซไฟที่มีเนื้อหาหนักแน่น
หมีเช



