สำหรับแนวทางเรื่องนี้ ผู้ให้ข้อมูลได้ให้คำแนะนำเบื้องต้นกับผู้ประกอบการที่ต้องการจะนำสินค้าไปปักหมุดในช่องทางดังกล่าวว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ต้องเตียมพร้อมรอบด้าน ทั้งเรื่องคุณภาพสินค้า กลยุทธ์การตลาด และแนวทางที่จะทำให้สินค้าเป็นไวรัล จนกลุ่มเป้าหมายสินค้าเลือกตัดสินใจซื้อสินค้าของตนเอง โดยแนวทางเรื่องนี้ก็มี “สูตรปั้นสินค้าให้ปัง” ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังต่อไปนี้
เรื่องที่หนึ่ง “การเตรียมตัว” โดยหัวข้อนี้สามารถจำแนกเป็นหัวข้อย่อย ๆ ได้แก่ รู้จักตัวเอง โดยก่อนนำสินค้าเข้ามานำเสนอ ผู้ประกอบการจะต้องรู้จักตลาด รู้จักตัวเอง กับสามารถมองเห็นจุดต่างของตนเอง ที่ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ไม่มี เพื่อนำจุดแข็งดังกล่าวมาสร้างสร้างกระแสให้สินค้า รวมถึงทำให้ผู้บริโภคซื้อซ้ำได้, อยู่จุดใดของตลาด โดยต้องอธิบายให้เห็นความแตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อที่จะโฟกัสตลาดเฉพาะกลุ่ม และสร้างฐานลูกค้าใหม่ได้, มีกลยุทธ์การตลาด โดยต้องรู้วิธีช่องทางที่ทำให้สินค้าถูกจดจำได้ง่าย รวมถึงรู้สัดส่วนลูกค้าในแต่ละช่องทาง ซึ่งจะช่วยทำให้สินค้าขายดีบนนเชลฟ์ได้มากยิ่งขึ้น


เรื่องที่สอง “การนำเสนอสินค้า” เพื่อให้ผ่านเกณฑ์คัดเลือก โดยขั้นตอนเข้าสู่เชลฟ์สินค้าในร้านนั้นจะมีตั้งแต่การลงทะเบียนเสนอสินค้า การส่งตัวอย่าง การทดสอบคุณภาพ ไปจนถึงการทดลองขาย ซึ่งเกณฑ์คัดเลือกสินค้านั้นก็จะมีเรื่องของ คุณภาพ ความปลอดภัย ความแตกต่าง ศักยภาพทางการตลาด และนอกจากนั้น ผู้ประกอบการต้องดูว่าเทรนด์ในขณะนั้น ด้วยว่าตลาดกำลังสนใจอะไรเป็นพิเศษ กับต้องดูคู่แข่งเพื่อหาความแตกต่างที่ชัดเจน

เรื่องที่สาม “มีแนวทางเติบโตต่อเนื่อง” เพื่อรักษาสินค้าให้ยืนระยะบนเชลฟ์ไว้ได้นาน ๆ อาทิ มาตรฐานสินค้าและรสชาติที่คงเส้นคงวา การตั้งราคาให้เหมาะกับลูกค้าหลากหลายวัย ตลอดจนการออกแบบแพ็คเกจจิ้ง ที่ใช้ง่ายและสร้างสรรค์
ทั้งนี้ นี่ก็เป็นแนวทางโดยสังเขป ที่ผู้ประกอบการที่กำลังสนใจใช้ช่องทางอย่าง “ร้านสะดวกซื้อ” เพื่อเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญในการกระจายและจำหน่ายสินค้าของตนสามารถนำคำแนะนำเหล่านี้ไปศึกษา เพื่อนำไปปรับใช้ได้.
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]



