ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชายังเรื้อรังมานานหลายสิบปี และยังมีความร้อนแรงจากการเกิดเหตุปะทะกันที่มีคนบาดเจ็บล้มตาย ลุกลามเกิดเสียงเรียกร้องถึงเรื่องบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทย-กัมพูชา 2 ฉบับ คือ เอ็มโอยูฯ ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 และเอ็มโอยูฯว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ.2544 ว่าควรมีต่อไปหรือไม่

ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันประกาศให้ทำประชามติถามความเห็นของประชาชนในเรื่องนี้ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” มาสนทนากับ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคง และด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถึงมุมมองต่อเรื่องนี้และผลต่างๆ ที่อาจจะตามมา

รศ.ดร.ปณิธาน” มองว่า เอ็มโอยูไทย-กัมพูชาทั้ง 2 ฉบับ ถือเป็นข้อตกลงที่ชัดเจนหลายข้อ และผูกพันกันระหว่าง 2 ประเทศ มีการลงนามโดยรัฐมนตรีหรือผู้บริหารประเทศ นักกฎหมายระหว่างประเทศส่วนใหญ่จึงเห็นว่าเสมือนเป็นสนธิสัญญา แต่ไม่มีผลในการกำหนดเขตแดน เพราะการกำหนดเขตแดนต้องมีกลไกประกอบ 2 ส่วน คือ 1.มีคณะกรรมาธิการจัดทำหลักเขตแดนร่วม หรือเจบีซี 2.ในเจบีซีจะต้องมีคณะอนุกรรมาธิการทางเทคนิค เข้าไปสำรวจพื้นที่ด้วยเครื่องมือ กลไก และด้วยข้อตกลงต่างๆ ที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ ไทยและกัมพูชาจะต้องตกลงกันเรื่องหลักเขตแดนให้ได้ทั้งหมด 73 หลัก โดยขณะนี้ตกลงกันได้แล้วเป็นจำนวน 2 ใน 3 ของหลักเขตแดนทั้งหมด ส่วนที่เหลือยังเป็นปัญหาพิพาทกัน

ทั้งนี้ เอ็มโอยูฉบับดังกล่าวมีหลักการสั้นๆ คือทำให้ทั้ง 2 ประเทศต้องตกลงกันเองในการร่วมกันจัดทำหลักเขตแดนตามกลไกที่ระบุในเอกสารนี้ อาทิ อนุสัญญาระหว่างฝรั่งเศสกับสยาม ค.ศ.1893 ขณะที่ศาลระหว่างประเทศหรือนานาชาติไม่สามารถเข้ามาร่วมตกลงได้

อย่างเช่น คดีปราสาทพระวิหารคดีแรก ก็ยืนยันหลักการของเอ็มโอยูนี้ เพราะเมื่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตอธิปไตยกัมพูชา แต่ไม่สามารถกำหนดหลักเขตแดนได้ ศาลฯจึงชี้ให้ไทยและกัมพูชาไปร่วมกันจัดทำหลักเขตแดน แต่กัมพูชายังไม่ยอมคุย นี่จึงเป็นหนึ่งเรื่องสำคัญในการพิจารณาว่า ควรยกเลิกเอ็มโอยูฯ หรือไม่

โดยภาพรวม การที่กัมพูชาจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ “ผู้นำ” ของเขา ไม่ได้อยู่ที่ “เอ็มโอยูฯ”

อย่างไรก็ตาม จากการที่กัมพูชาไม่ทำตามเอ็มโอยูฯ มีสงครามระหว่าง 2 ประเทศแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง คนไทยจำนวนมากจึงรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะคงไว้ ควรพิจารณาว่าจะยกเลิกหรือไม่

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีหลายคณะที่กำลังศึกษาเรื่องดังกล่าว อาทิ คณะกรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา หรือฝ่ายรัฐบาล ซึ่งทุกคณะควรเปิดเผยผลการศึกษาให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอชัดเจนก่อนทำประชามติ

สำหรับหน่วยงานราชการของเราส่วนใหญ่ยังไม่อยากยกเลิก เพราะกลัวว่าจะเกิดสุญญากาศ และจะทำงานร่วมกันไม่ได้ อีกทั้งจะทำให้กัมพูชาเร่งฟ้องร้องดำเนินคดีกับไทยที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และอาจกระทบกับสิ่งที่ทั้ง 2 ประเทศกำลังพูดคุย รวมถึงอาจทำให้หลักเขตแดนที่สำรวจแล้ว แต่ยังไม่ได้ปัก ต้องถูกยกเลิกด้วย

@ หลายคนสงสัยว่าการยกเลิกเอ็มโอยูนี้ ไทยจะได้อะไร และจะต้องแลกกับอะไร

ถ้ายกเลิก การเปิดด่าน การเก็บภาษี และการตรวจคนเข้าเมืองอาจทำได้ลำบาก จนกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะกลับมาเป็นปกติ แต่ในสิ่งที่ไทยจะได้ คือเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์บนพื้นฐานใหม่ แต่ความขัดแย้งจะต้องสิ้นสุดลงก่อน จึงจะมองไปข้างหน้าร่วมกันทำเอ็มโอยูใหม่และทำหลักเขตแดน ซึ่งจะเป็นโอกาสแก่ไทยในการเจรจาว่าไม่นำเอาแผนที่บางรูปแบบ หรือเพิ่มแผนที่ หรือให้มีการสำรวจสันปันน้ำ ใช้เครื่องมือสมัยใหม่ และจะทำให้กัมพูชาไม่สามารถโจมตีไทยได้ว่าทำผิดเอ็มโอยู เพราะมันไม่มีแล้ว

ส่วนผลเสีย คือ 1.กัมพูชาคงยิ่งเดินหน้าฟ้องร้องในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ สหประชาชาติ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดการปะทะรุนแรง เพราะจะไม่มีอะไรยึดโยง นานาชาติอาจเดินหน้ากดดันไทยโดยตรง รวมถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอาจเดินหน้าคดีและตัดสินคดี นี่คือสิ่งที่กัมพูชาหวังไว้มาก

2.กัมพูชาใกล้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น และการเลือกตั้งระดับชาติ ดังนั้น ถ้าเขาสามารถเรียกคะแนนนิยมได้จากการชี้ว่าไทยผิดข้อตกลง และยกเลิกเอ็มโอยูฯ รัฐบาลกัมพูชาชุดปัจจุบันอาจได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น 3.กัมพูชาจะได้รับความเห็นใจจากนานาชาติมากขึ้น อาจเป็นผลดีต่อกัมพูชา

@ ระหว่างการยกเลิกกับไม่ยกเลิกเอ็มโอยู ทางไหนจะเป็นประโยชน์กับไทยมากกว่า

ไทยและกัมพูชายังมีข้อตกลงอื่นอีกด้วย รวมมี 30-40 ฉบับ ผูกยึดโยงกันไปเกือบหมดกับความสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่ดี ดังนั้น ข้อตกลงอื่นๆที่ยังไม่ยกเลิก อาจยึดโยงให้ทั้ง 2 ฝ่ายทำงานร่วมกันได้ในระดับหนึ่ง แต่จะไม่มีการตกลงเรื่องเขตแดน คงส่งผลให้ทั้ง 2 ฝ่ายส่งกำลังเข้าพื้นที่ และอาจเผชิญหน้าปะทะกัน ซึ่งฝ่ายไทยอาจต้องเตรียมรับสถานการณ์ที่ยกระดับขึ้น

@ รัฐบาลจะเดินหน้าทำประชามติเรื่องนี้ และต้องใช้เวลากับการให้ความรู้เรื่องเอ็มโอยูแก่ประชาชน คิดว่าจะทันหรือไม่

น่าจะทัน และจำเป็นต้องให้ประชาชนมีข้อมูลเต็มที่ก่อนทำประชามติ การให้ข้อมูลไม่ใช่เรื่องยากมาก แต่สิ่งที่ยาก คือ การประเมินว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น กัมพูชาจะไปศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแล้วจะได้รับการตอบรับหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่แนวโน้มอาจไม่ดี

เดือนแรก การสรุปข้อมูล ถ้าทำเสร็จในเดือน ต.ค.นี้ ควรจะแจกจ่ายในเดือนพ.ย.และเมื่อถึงเดือนธ.ค.อาจทบทวนอีกครั้งเพื่อซักซ้อมความไม่แน่ใจ ก็จะสามารถทำประชามติได้ในปลายเดือนม.ค.2569 แต่ระหว่าง 3 เดือนนี้ พฤติกรรมของกัมพูชาอาจเปลี่ยนไปอีก อาจเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพราะเขาอาจเห็นชัดเจนแล้วว่าน้ำหนักของการจะยกเลิกเอ็มโอยูมีมาก และจะทำให้เกิดความเสียหายแก่กัมพูชาด้วย

@ หน่วยงานใดควรเป็นเจ้าภาพในการให้ข้อมูลแก่ประชาชน

หน่วยงานที่จะทำงานได้เร็ว คือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพราะมีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ มีคณะทำงาน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็อยู่ในสมช. สามารถเรียกประชุมได้ โดยไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองเข้าไปผสม ซึ่งต่างจากในระบบที่จะมาจากการเมืองหรือจากรัฐสภา แต่ควรเดินคู่ขนานกันไป และควรทำเวทีสาธารณะของประชาชน นักวิชาการ รวมทั้งสื่อมวลชนจะช่วยเชื่อมโยงกระจายข่าว

@ อยากฝากอะไรถึงประชาชนเกี่ยวกับการทำประชามติเอ็มโอยูนี้

เป็นเรื่องดีที่ประชาชนสนใจในเรื่องการต่างประเทศ มีการเปิดให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดนโยบาย ดังนั้น การให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา จึงต้องทำให้ดีที่สุด และเมื่อประชาชนเลือกแล้ว มันจะมีผลดีและผลเสีย ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะขึ้นอยู่ที่การตอบสนองของกัมพูชาและนานาชาติ ดังนั้นถ้าประชาชนตัดสินใจแล้วเกิดผลดี ก็ถือว่าเราได้กลับไปสู่ความสัมพันธ์ที่ปกติ แต่ถ้าไม่เกิดผลดี ประชาชนก็ร่วมรับผิดชอบ ถ้าทุกอย่างดีขึ้น ก็จะเป็นบทพิสูจน์ว่าต่อไปนี้นโยบายสาธารณะ ไม่ว่าจะเชิงเทคนิคขนาดไหน ก็ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจได้.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่