จากราคาทองคำที่ปรับขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!!ทำนิวไฮประวัติศาสตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เวลานี้ตกอยู่ในยุคที่ราคาทองคำแพงสุดๆ โดยราคาทองรูปพรรณ ขึ้นไปถึงบาทละ63,000บาท ขณะที่ทองคำแท่งก็ทะลุ 60,000บาทไปเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่เมื่อ 10 ปีก่อน ราคาทองยังอยู่ที่ระดับบาทละ 20,000 บาทเท่านั้น

เรื่องนี้!! ได้ทำให้บรรดานักลงทุน นักเก็งกำไร ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ พ่อค้าแม่ค้า มนุษย์เงินเดือน นักลงทุนรายย่อย ไต่ระดับไปจนถึงนักลงทุนรายใหญ่ หรือแม้แต่ผู้ที่ทำอาชีพเทรดทอง หรือค้าขายทอง ก็ตกตะลึงกับราคาทองคำที่ทะยานไปจนแทบหาจุดพักไม่เจอ ใจหนึ่ง… อาจมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะมีโอกาสทำกำไรไปเรื่อย ๆ หากมีทองคำอยู่แล้วเมื่อหลายปีก่อน อัตรากำไรก็ค่อนข้างสูงแบบตาโตได้ใจกันทีเดียว แต่ถ้าจะเข้าซื้อในช่วงนี้อาจต้องคิดหนักหน่อย ว่าจะพักฐานหรือจะย่อตัวลงเมื่อใด หรือไม่ก็ไม่มีเงินพอที่จะเข้าไปเล่น เพราะราคาทองคำแพงเสียเหลือเกินแล้ว แบบชนิดที่เรียกว่า เงินไม่มีจะซื้อใหม่

ไล่ย้อนราคา10ปี

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบราคาย้อนหลังไปเมื่อ 10 ปีก่อน จะพบว่า เมื่อปี 58 ราคาทองคำแท่งขึ้นมาสูงสุดที่ 20,150บาท ลดลงจากช่วงปีก่อน 300บาท ขณะที่ปี 59 ราคาขึ้นมาสูงสุด 22,800 บาท เพิ่มขึ้น 1,450 บาท ส่วนปี 60 ขึ้นมาสูงสุด 21,200 บาทเพิ่มขึ้นจาก 350 บาท  หันมาที่ปี 61 ราคาขึ้นมาสูงสุด 20,300 บาทลดลงไป 400 บาท ส่วนปี 62 ราคาขึ้นมาสูงสุด 22,300 บาทเพิ่มขึ้น 1,850 บาท ด้านปี 63 ราคาขึ้นมาสูงสุด 30,400 บาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5,300 บาท

นอกจากนี้ในปี 64 ราคาขึ้นมาสูงสุด 28,950 บาท เพิ่มขึ้น 1,800 บาท ส่วนปี 65 ราคาขึ้นมาสูงสุด 32,100 บาท เพิ่มขึ้น 1,200 บาท ส่วนปี 66 ราคาขึ้นมาสูงสุด 34,400 บาทเพิ่มขึ้นจาก 3,800 บาท หันมาที่ปี 67 ราคาขึ้นมาสูงสุด 44,550 บาทเพิ่มขึ้น 8,750 บาทและปี 68 ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ราคาขึ้นมาสูงสุด 62,350 บาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 19,900 บาท

สารพัดปัจจัยผลักดัน

สาเหตุหลักที่ทำให้ทองคำปรับขึ้นมาสูงได้ขนาดนี้ เริ่มขึ้นจากช่วงโควิด-19ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกปั่นป่วนความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงลดน้อยลงจนนักลงทุนทยอยโยกเงินเข้าซื้อทองคำที่เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยจากนั้นปีต่อมาเริ่มเกิดปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่คาราคาซังมานานรวมไปถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายกระทั่งต้นปีนี้เกิดสงครามทางการค้าจากนโยบายการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าในสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐหลายประเทศทั่วโลกเกิดความปั่นป่วนและกังวลด้านต้นทุนทางการค้าเพิ่ม

ลดการพึ่งพาดอลลาร์

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของการล่าซื้อสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก จากกระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์นับจากปี 2565-2567  ธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำไปแล้วมากกว่า  1,000 ตันต่อปี ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2563-2564 ที่ 478 ตันโดยเฉพาะจีนที่ซื้อทองอย่างสม่ำเสมอล่าสุด…ธนาคารกลางจีนเพิ่มการถือครองทองคำในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกันโดยถือครองเพิ่มขึ้น 60,000 ออนซ์หรือ 1.87 ตันสู่ระดับ 74.02 ล้านทรอยออนซ์ หรือ 2,302.47 ตัน ทำให้สัดส่วนทองคำของจีนในเงินทุนสำรองเพิ่มจาก 3.8% เป็นเกือบ 7%และยังมีกระแสเงินทุนไหลเข้าจากกองทุนอีทีเอฟทองคำทั่วโลก ซึ่งตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 26 ก.ย. 68 ได้ถือครองทองคำเพิ่มจาก 587.8 ตัน เป็น 3,7806.6 ตัน

ชัตดาวน์สรัฐยิ่งนิวไฮ

กระทั่งล่าสุด!! เกิดการชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐซึ่งไม่รู้จะกินเวลานานเพียงใด? ประกอบกับเฟดมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยไปต่ออีกและการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยิ่งทำให้ราคาทองคำในช่วงเดือนต..นี้ กลับมาทำนิวไฮใหม่ติดต่อกันเป็นรายวันหรือเพียงแค่ 9วันราคาทองคำขึ้นไปแล้ว3,900บาท โดยราคาทองคำได้สูงขึ้นไปลิบลิ่วตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา พบว่า ทองคำโลกปรับขึ้นมา53% ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศปรับขึ้นมาแล้วกว่า45%ส่งผลให้บรรดานักลงทุนที่ตื่นทองและผู้ที่ถือทองคำในมือต่างแฮปปี้ไปกับการเก็งกำไรอย่างถ้วนหน้า!

กังวลภาวะฟองสบู่ 

แต่ในทางกลับกันหลายคนเริ่มเกิดการกังวลแล้วว่าทองคำจะเข้าใกล้ภาวะฟองสบู่หรือไม่?

ฟองสบู่” ก็คือภาวะที่ราคาทองคำหรือสินทรัพย์เพิ่มขึ้นสูงเกินกว่าราคาตามความเป็นจริงจนเกิดความต้องการเทียมจากการเก็งกำไรที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ขยายตัวเหมือนฟองสบู่โดยส่วนใหญ่ภาวะฟองสบู่นี้จะจบลงเมื่อเกิดเหตุที่ทำให้นักลงทุนเลิกคาดหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีกหรือรัฐบาลออกนโยบายเพื่อดึงราคาลงสู่ภาวะปกติ ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เช่นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็ทำให้การเก็งกำไรและราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงลดลง

กูรูยันยังไม่ถึงเวลา

ประเด็นนี้บรรดา”กูรู” ต่างออกมาแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าทองคำยังไม่เข้าสู่ภาวะฟองสบู่!! เพราะเมื่อมองจากปัจจัยทางพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคแล้วพบว่าราคาทองคำทั้งระยะกลางและระยะยาวยังมีแนวโน้มไปต่อแม้ว่าระยะสั้นราคาทองคำปรับตัวขึ้นจนเข้าสู่สภาวะซื้อมากเกินไปก็ตาม

วิธีการพิสูจน์ว่าเป็นฟองสบู่หรือไม่นั้นสังเกตุได้คือ…หากเป็นฟองสบู่ราคาจะปรับขึ้นแรงกว่านี้อีก1-2 เท่าตัวและไม่มีปัจจัยรองรับแต่การปรับราคาขึ้นของทองคำครั้งนี้เกิดจากปัจจัยเงินดอลลาร์ลดความน่าเชื่อถือและไม่ได้มีการสร้างราคาให้นักลงทุนเข้ามาซื้อจำนวนมากแม้มีการปรับขึ้นทุกวันแต่เพียงแค่1-2%หรือประมาณ 70-80ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่ได้ปรับขึ้นวันละ 10-20% เช่นเดียวกับราคาหุ้นบางตัวที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้นโอกาสของภาวะฟองสบู่แตกอาจไม่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน สภาวะตอนนี้เงินดอลลาร์ไม่ได้อ่อนค่า เห็นได้จากในช่วงต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ก็จะพบว่าค่าเงินดอลลาร์สูงขึ้นมาตลอด นั่นหมายความว่า…เงินดอลลาร์มีการแข็งค่าขึ้นขณะที่ราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นมาถึง200ดอลลาร์สหรัฐจึงสวนทางสภาวะของค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

“สาเหตุปัจจัยที่รองรับในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของความวิตกกังวลในเรื่องการด้อยค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ไปถึงระดับของกองทุนอีทีเอฟ และในระดับภาคประชาชน โดยเห็นได้จากธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกมีการเพิ่มน้ำหนักไปที่ทองคำแล้วลดน้ำหนักของดอลลาร์ลง”

ปีหน้าเห็น7.5หมื่นบาท

คำถามหลังจากนี้คือ… ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นไปได้ถึงไหนเพราะตามสถิติย้อนหลังแล้วราคาทองคำเฉลี่ยปรับตัวขึ้นทุกปีและมีอัตราการเร่งที่เร็วมากขึ้น โดยที่ “โกลด์แมนแซกส์” ยักษ์ใหญ่ธนาคารในสหรัฐเริ่มออกมาปรับเป้าหมายราคาทองคำช่วงเดือนธ.ค. 69 แล้วว่ามีโอกาสขึ้นไปถึงระดับ 4,900ดอลลาร์ต่อออนซ์หรือประมาณบาทละ 75,000บาทจากเดิม 4,300 ดอล ลาร์ต่อออนซ์เพราะยังมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากกองทุนอีทีเอฟฝั่งตะวันตกและธนาคารกลางขณะที่ธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่จะยังคงกระจายสินทรัพย์สำรองจากเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ทองคำอย่างต่อเนื่อง

เริ่มมีแรงเทขาย

แต่ก่อนที่ราคาทองคำขึ้นไปถึง4,900ดอลลาร์ต่อออนซ์นักลงทุนต้องระวังความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรและแรงขายทางเทคนิคที่จะสลับออกมารวมไปถึงตัวเบรกที่ไม่คาดคิดซึ่งเห็นได้จากเมื่อวันที่9ต.ค.ที่ผ่านมา ราคาเริ่มผันผวนสลับขายออกมาจนล่าสุดวันที่ 10 ต.ค.ราคาร่วงแรงตั้งแต่เปิดตลาด 600 บาทจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐรวมทั้งเกิดแรงเทขายทำกำไรหลังจากมีรายงานว่าอิสราเอลและกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

ธ.กลางจีน-จุดเปลี่ยน

ทั้งนี้ในมุมของนักวิเคราะห์ อย่าง “ธีรรัฐ จุฑาวรากุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด มองว่า การปรับฐานลงของราคาทองในระยะข้างหน้า มีความเป็นไปได้ อาจจะคล้ายวิกฤติซับไพรม์ ที่ราคาทองมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็ว ดังนั้น การปรับฐานลง 4,000–5,000 บาท เป็นระดับที่เกิดขึ้นได้จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของขาขึ้นต่อระยะกลางและยาว ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ราคาปรับฐานลงมานั้น ต้องจับตา ธนาคารกลางจีน  หากประกาศหยุดซื้อทองเมื่อไหร่ อาจกดดันราคาทองทั่วโลกปรับฐานได้เพราะในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน ซื้อทองคำไปกว่า 8-10 ตันใน ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นมาที่ระดับ3,000-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเริ่มเห็นการชะลอซื้อโดยที่เดือนล่าสุดซื้อเพียง 1 ตัน

แม้ราคาทองคำจะมีความผันผวนสูง แต่มองว่าทองคำยังถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และทองคำยังมีประวัติศาสตร์ในระยะ10-20 ปีมานี้ เป็นขาขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เงินเฟ้อสูงและการพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นอยู่แสดงให้เห็นว่า ในระยะ 5-10 ข้างหน้า ยังมีโอกาสที่ราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ แม้ราคาทองพุ่งต่อเนื่องแต่นักลงทุนยังแห่เข้าซื้อ จึงสะท้อนได้ว่า ความเชื่อมั่นที่อาจเกินสมดุล หากลงทุนตอนนี้ต้องรับความเสี่ยงจากการปรับฐานระยะสั้นนี้ให้ได้ หากรับความเสี่ยงนี้ได้ ยังแนะนำ สามารถซื้อทองคำ เพื่อการลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้ 

5,000ดอลล์ไม่เวอร์

เช่นเดียวกับ “กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ” ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด ที่บอกว่า  ปีหน้าราคาทองคำขึ้นไป 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไม่ใช่เรื่องเว่อร์เพราะปีนี้ปรับขึ้นมาแล้ว 53% และหากใช้ฐานปีนี้ระดับราคา 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และคาดว่าปีหน้าจะปรับขึ้นไป 25% ก็จะไปที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งจะว่าเยอะก็ไม่ถึงกับเยอะมากหากเทียบกับปีนี้

“หลายคนเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงขึ้นไม่หยุด และประชาชนคนไทยจากเดิมที่ซื้อกับขายสลับกัน แต่ตอนนี้คนซื้อมากกว่าขาย โดยภาวะชัตดาวน์ก็เป็นส่วนหนึ่งหากยังคงดำเนินต่อไป ก็อาจจะกระทบเรื่องของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคหรือความเชื่อมั่นทั่วไปได้ แต่ไม่ถือว่า เป็นฟองสบู่ และยังมีโอกาสที่จะขึ้นต่อ แต่ก็จะมีช่วงราคาพักตัว อย่างในเป้าหมายถัดไปของราคา 2-3 เดือนนี้ก็อยู่ที่บาทละ 65,000 บาท และปีหน้าราคาทองคำก็ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นทั้งปี” 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหลังจากนี้แนะนำว่า ช่วงนี้ตลาดมีความผันผวนสูงจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุน ทำให้การประเมินความเสี่ยงและจังหวะเวลาเป็นสิ่งสำคัญ ทองคำ แนะนำให้ รอจังหวะย่อซื้อแทนการไล่ซื้อในช่วงที่ราคาสูง เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าราคาจะไปสิ้นสุดที่ระดับใด 

อย่าขายนั่งทับไปก่อน 

ส่วน “โฉลก สัมพันธารักษ์” นักลงทุนชื่อดังของไทย ย้ำว่า ในอีก 1-2 ปี เชื่อว่าราคาทองคำจะถึงจุดระเบิดใหญ่ ยิ่งกว่าปีนี้ที่ยังเปรียบเสมือนแค่ตีนเขา ตีนเนินที่เพิ่งเริ่มต้น และเป็นของดีที่ควรถือไม่ควรทิ้ง หรือหากจะขายเงินที่ได้มาต้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นทันที ห้ามเก็บเป็นเงิน เพราะเงินเสื่อมค่าลงมาก หนี้สินล้นทั้งโลก ขายพันธบัตรก็ไม่ออกแล้ว หรือหากขึ้นดอดเบี้ยหนี้สินครัวเรือนก็แย่ขึ้นไปอีก ฉะนั้นแนะนำว่ายังไม่ต้องรีบขายทองตอนนี้ เพราะแนวโน้มจะปรับขึ้นอีกเฮือกใหญ่จนถึงการพังของระบบเศรษฐกิจโลก และหากเศรษฐกิจโลกยังเป็นในลักษณะนี้เชื่อว่าราคาทองคำยังไปต่อ

ถ้าเงินที่ได้มาเก็บเป็นซิลเวอร์เกิดวิธีลงทุนแบบโบราณก็ได้ เพราะถ้าราคาทองยังขึ้นอยู่เราก็ไม่ตกรถเพราะราคามันยังขึ้นอยู่ พอทองแข็งกว่าเงินเราก็เปลี่ยนมาเป็นทองแทน แต่ที่สำคัญเลยไม่แนะนำให้ถือเงินสด”

ดังนั้นถ้าคนมีทองคำอยู่ในมือนั่งทับไปก่อน อดทนต่อความมั่งคั่ง รอจนราคาย่อลงแล้วเข้าซื้อเพิ่ม เพราะเฮือกใหญ่ที่จะเกิดขึ้นนั้นคิดว่าจะมาในอีก 2-3 ปี ที่โลกปั่นป่วน เกิดสงคราม ทองคำยังขึ้นไปได้อีก 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งการขึ้นมา4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์นี่ยังน้อยไป และควรถือไปจนกว่าโลกจะสงบ เพราะราคาทองคำจะหยุดขึ้นซึ่ง กว่าโลกจะสงบเชื่อว่าจะต้องใช้เวลาอีกนาน

อย่างไรก็ตามหากมองระยะยาวแล้วนักวิเคราะห์บางสำนักมองว่าราคาทองโลกจะไปไกลสูงกว่า5,000ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าจริง! ก็อาจได้เห็นราคาทองคำไทยทะยานถึงบาทละ90,000-100,000บาทแต่ต้องรอนานเพียงใด? คงไม่มีใครตอบได้ เอาเป็นว่า ณ เวลานี้ หากทุกคนมีสติ และไตรตรองให้รอบคอบและ“ไม่โลภ” ก็จะอยู่รอดปลอดภัย!.