หลังจากที่ช่องเอชบีโอนำภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมสี่ศพในปีค.ศ. 1991 ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส เรื่อง The Yogurt Shop Murders ออกฉายเมื่อเดือนที่แล้ว ตำรวจสหรัฐก็เผยชื่อของผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ ซึ่งก็คือโรเบิร์ต ยูจีน แบรชเชอร์ส (เสียชีวิตแล้วเมื่อปีค.ศ. 1999) โดยอ้างอิงข้อมูลจากการตรวจดีเอ็นเอ 

ฝ่ายตำรวจเผยข้อมูลลำดับเวลาการเกิดเหตุของคดีฆาตกรรมวัยรุ่นสี่คนเมื่อปีค.ศ. 1991 หลังจากที่ระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทั้งยังระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ต้องสงสัยอาจเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมอีกหลายคดีทั่วประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1991 เอมี เอเยอร์ส วัย 13 ปี, เอไลซา โทมัส วัย 17 ปี, และสองพี่น้อง เจนนิเฟอร์ กับ ซาราห์ ฮาร์บิสัน วัย 17 และ 15 ปี ถูกจับมัด ปิดปากและยิงจนเสียชีวิตภายในร้าน “I Can’t Believe It’s Yogurt” ซึ่งเป็นที่ที่สองในผู้เสียชีวิตทำงานอยู่ ก่อนที่ตัวอาคารจะถูกจุดไฟเผา

มีการประกาศมอบเงินรางวัลแก่ผู้ที่ให้เบาะแสในคดีฆาตกรรมเด็กสาวทั้งสี่คน

แดเนียล แจ็กสัน นักสืบแผนกคดีเก่าที่รอการปิดสำนวนจากกรมตำรวจเมืองออสติน เล่าย้อนวันเกิดเหตุในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา โดยคาดว่าฆาตกรได้เข้าไปในร้านหรือซ่อนตัวอยู่จนถึงเวลาปิดทำการและไม่มีลูกค้าคนอื่นอยู่ในขณะนั้น แล้วค่อยลงมือสังหารวัยรุ่นหญิงทั้งสี่

แจ็กสันกล่าวว่า เหยื่อทั้งสี่ถูกพบในสภาพเปลือยกาย โดยถูกมัดไว้ด้วยเสื้อผ้าของพวกเธอเอง เขากล่าวว่า “มีหลักฐานของการล่วงละเมิดทางเพศ” รวมทั้ง “ทั้งสี่คนถูกยิงที่ศีรษะด้วยปืนพกขนาด .22 และเอมียังถูกยิงด้วยปืนพกขนาด .380 ด้วย จากนั้นผู้ต้องสงสัยจึงจุดไฟเผาอาคารก่อนจะหลบหนีไป”

แจ็กสันกล่าวว่า ในเวลานั้น เทคโนโลยีดีเอ็นเอยังอยู่ในขั้นพื้นฐาน แต่เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างที่ถูกเก็บไว้และนำไปทดสอบในอีกหลายปีต่อมา คดีนี้สร้างความสับสนแก่นักสืบมาหลายปี เนื่องจากต้องจัดการกับเบาะแสหลายพันรายการ คำสารภาพเท็จหลายครั้ง และหลักฐานที่เสียหายอย่างหนักจากที่เกิดเหตุที่ถูกเผาไหม้ 

“หลักฐานทางกายภาพเพียงบางส่วนที่กู้คืนได้คือปลอกกระสุนขนาด .380 ที่พบในท่อระบายน้ำที่พื้น” แจ็กสันกล่าว “ไม่พบปลอกกระสุนขนาด .22 อีกทั้งเพลิงไหม้…รวมถึงน้ำจากหน่วยดับเพลิง…ได้ทำลายหลักฐานอื่นๆ แทบทั้งหมดในที่เกิดเหตุ”

เด็กสาวในภาพคือสองพี่น้อง เจนนิเฟอร์และซาราห์ ฮาร์บิสัน (Jay Janner/The Austin American-Statesman via Getty Images)

มีผู้ชายสี่คนถูกจับกุมในคดีสะเทือนขวัญนี้ โดยสองคนถูกตัดสินว่ามีความผิดในเวลาต่อมาเนื่องจากสารภาพและซัดทอดกันเอง แต่ไม่เคยมีหลักฐานทางกายภาพเชื่อมโยงพวกเขากับร้านโยเกิร์ตได้เลย

ต่อมา หลังจากคำตัดสินคดี Crawford v. Washington ของศาลสูงสุดสหรัฐในปีค.ศ. 2004 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานในการใช้คำสารภาพหรือคำให้การเป็นหลักฐานในการเอาผิด ทั้งสองคนจึงได้รับสิทธิ์ให้มีการพิจารณาคดีใหม่ 

สำนักงานอัยการเขตและตำรวจจึงดำเนินการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการพิจารณาคดีฆาตกรรมครั้งใหม่ โดยทำการตรวจสอบชุดเก็บหลักฐานการล่วงละเมิดทางเพศอีกครั้งด้วยการทดสอบ Y STR (การตรวจสอบข้อมูลพันธุกรรมบนโครโมโซมเพศชาย)

แจ็กสันกล่าวว่า ผลการตรวจสอบทำให้ผู้ต้องสงสัยเดิมทั้งสี่คนถูกตัดออกจากโปรไฟล์ Y STR และในปีค.ศ. 2009 ข้อกล่าวหาทั้งหมดต่อคนกลุ่มนี้ก็ถูกยกเลิก โดยรอการสืบสวนเพิ่มเติม

นายกเทศมนตรีเคิร์ก วัตสันแห่งเมืองออสติน รัฐเท็กซัส มองไปยังภาพของเด็กสาวทั้งสี่ที่ตกเป็นเหยื่อในคดีฆาตกรรหมู่ในร้านโยเกิร์ตยุค 90 ระหว่างงานแถลงข่าวระบุตัวฆาตกรเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา (Jay Janner/The Austin American-Statesman via Getty Images)

ตลอดหลายปีต่อมา นักสืบได้ทดสอบดีเอ็นเอของผู้คนหลายร้อยคนเพื่อหาคู่ที่ตรงกัน แต่ไม่สำเร็จ แจ็กสันเข้ารับผิดชอบคดีนี้ในปีค.ศ. 2022 และในเดือนมิถุนายนปีนี้เองที่เขาได้ส่งปลอกกระสุน .380 ที่พบในท่อระบายน้ำไปที่ระบบเครือข่ายข้อมูลขีปนาวุธแบบบูรณาการแห่งชาติและพบข้อมูลตรงกันกับคดีในรัฐเคนทักกีที่ยังค้างคาอยู่เช่นกัน

แจ็กสันยังติดต่อห้องปฏิบัติการทั้งหมดในประเทศที่ทำการทดสอบ Y STR และพบชุดข้อมูลที่ตรงกันกับข้อมูลจากห้องปฏิบัติการในรัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีล่วงละเมิดทางเพศและฆาตกรรมในปีค.ศ. 1990 ที่เมืองกรีนวิลล์ หลักฐานดีเอ็นเอดังกล่าวเชื่อมโยงแบรชเชอร์สกับคดีนี้

จากการพูดคุยกับตำรวจเซาท์แคโรไลนา แจ็กสันพบความคล้ายคลึงที่น่าขนลุกระหว่างคดีในกรีนวิลล์และออสติน โดยเหยื่อทุกคนถูกมัดด้วยเสื้อผ้าของพวกเธอเอง โปรไฟล์ดีเอ็นเอเดียวกันนี้ยังเชื่อมโยงแบรชเชอร์สกับการยิงแม่และลูกสาวในปีค.ศ. 1998 ที่รัฐมิสซูรี และการข่มขืนเด็กหญิงวัย 14 ปีในปีค.ศ. 1997 ที่รัฐเทนเนสซี

ตำรวจระบุว่า โรเบิร์ต แบรชเชอร์ส คือฆาตกร

แจ็กสันกล่าวว่า แบรชเชอร์สเคยถูกจับกุมในปีค.ศ. 1985 หลังจากที่เขายิงผู้หญิงคนหนึ่งในฟลอริดาที่ไม่ยอมให้เขาล่วงละเมิดทางเพศ และถูกตัดสินจำคุก 12 ปี แต่เขารับโทษเพียงสี่ปี ก็ได้รับการปล่อยตัวโดยอยู่ในการคุมประพฤติในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1989 

แบรชเชอร์สเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในปีค.ศ. 1999 โดยเขายิงตัวตายระหว่างการเผชิญหน้ากับตำรวจเป็นเวลานานหลายชั่วโมงในรัฐมิสซูรี

“หลังจากเขาเสียชีวิต ดีเอ็นเอของเขามีความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมและการล่วงละเมิดทางเพศหลายคดีที่ยังไขไม่ได้ทั่วประเทศ” แจ็กสันกล่าว 

ในปีค.ศ. 2018 ทางการตัดสินใจขุดศพของแบรชเชอร์ที่อยู่ในรัฐอาร์คันซอขึ้นมา หลักฐานทางชีวภาพของแบรชเชอร์สชี้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับคดีล่วงละเมิดทางเพศและฆาตกรรมที่เขาไม่เคยโดนจับกุมหลายคดี

แจ็กสันกล่าวว่า ในที่สุด ก็พบดีเอ็นเอของแบรชเชอร์สในชุดหลักฐานการล่วงละเมิดทางเพศของเด็กสาวในร้านโยเกิร์ตสามคน และในเศษเล็บของเอมี เอเยอร์ส ซึ่งถูกนำมาทดสอบอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ เขากล่าวว่าชุดข้อมูลดีเอ็นเอที่ได้จากเศษเล็บของเอเยอร์สนั้นตรงกับของแบรชเชอร์ส ซึ่งโอกาสที่ดีเอ็นเอทั้งสองชุดจะตรงกันได้นี้มีอัตราที่น้อยมากเพียง 2.5 ล้านต่อหนึ่ง 

“ผมเสียใจที่ต้องใช้เวลาถึง 34 ปีในการมาถึงจุดนี้ แต่ตอนนี้เรามาถึงแล้ว” แจ็กสันกล่าว “และช่วงเวลาสุดท้ายของเอมีบนโลกนี้คือการช่วยไขคดีนี้ให้เรา นั่นเป็นเพราะการต่อสู้ขัดขืนของเธอ”

หลักฐานดีเอ็นเอและพฤติกรรมการก่ออาชญากรรมของแบรชเชอร์ส ซึ่งรวมถึงการมัดเหยื่อด้วยเสื้อผ้าของพวกเขาเอง การพกอาวุธหลายชนิด และการไม่เคยมีผู้สมรู้ร่วมคิด ยืนยันได้ว่าเขาคือฆาตกรในคดีฆาตกรรมในร้านโยเกิร์ตปีค.ศ. 1991

เดโบราห์ แบรชเชอร์ส ลูกสาวของแบรชเชอร์สกล่าวว่า เธอเชื่อว่าพ่อของเธออาจเป็นฆาตกรในคดีฆาตกรรมในร้านโยเกิร์ตนี้จริงๆ “ฟังดูเหมือนพ่อของฉัน” เธอบอกกับสำนักข่าวเอ็นบีซีนิวส์ 

เดโบราห์ยังเรียกพ่อของเธอว่าเป็น “คนขี้ขลาด” และ “เขาควรจะมาอยู่ตรงนี้และได้รับผลกรรมจากสิ่งที่เขากระทำกับคนอื่น” 

ที่มา : nbcnews.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES