มาวันนี้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.ป้ายแดง แห่งกระทรวงพาณิชย์ ยังโชว์ฝีไม้ลายมือในการบริหารงาน แบบ”โดนใจ”ประชาชนคนไทยตาดำๆ เข้าให้อีก

แม้ราคาข้าวของสินค้าที่กินที่ใช้อยู่ทุกวันจะมีราคาแพงแสนแพงแค่ไหน? แต่หลาย ๆ คนก็ยอมรับสภาพ ว่าเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง

แต่!ในเรื่องของราคายา ราคาเวชภัณฑ์ ค่ารักษา แล้ว คนไทยทั้งประเทศ ต่างคาใจ พร้อมสงสัยว่าต้นทุนที่แท้จริงเป็นเท่าใดกันแน่ เพราะต้องยอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ค่ายา ค่าหมอ ค่าเวชภัณฑ์ สุดแสนจะแพง

เรียกได้ว่าเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูลที่กำหนดนโยบายแต่ละชิ้นแต่ละมาตรการ ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของประชาชนคนไทยไม่น้อย เพราะกระแทกไปที่ปัญหา ปากท้อง ของคนทั้งประเทศ

อย่างเรื่องของค่ารักษาตัว ค่ายา ค่าหมอ และอีกสารพัดค่า ที่เกี่ยวข้องกับการบริการทางการแพทย์ ดูเหมือนว่าจะกดไม่ลง แต่เมื่อรมว.ป้ายแดง ศุภจี เข้ามา ก็เดินหน้าเรื่องนี้โดยทันที

ต้องยอมรับว่า… การลดค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาล

เพราะปัจจุบันเรื่องสุขภาพมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่ประชาชนคนไทยก็มีทางเลือกที่น้อยลง!

ขณะที่การหันไปพึ่งพิงการรักษาดูแลของโรงพยาบาลของรัฐแต่ละแห่ง ก็ต้องใช้เวลานานมาก รอคิวก็นาน เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาตลอดทั้งวัน ในการไปใช้บริการแต่ละครั้ง

ด้วยเหตุนี้!กระทรวงพาณิชย์ จึงจับบรรดาโรงพยาบาลเอกชน มาทำความตกลงร่วมกัน เพื่อให้การบริการประชาชนทั้งประเทศเป็นไปด้วยความยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน

ที่ผ่านมาปฎิเสธไม่ได้ว่า…ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของทุกคน ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่โรงพยาบาลต้องเปิดเผยราคายา ราคาเวชภัณฑ์ให้ชัดเจน ก่อนเรียกเก็บเงิน

เหนือสิ่งอื่นใด! ต้องเปิดโอกาสให้คนไข้ สามารถไปหาซื้อยานอกโรงพยาบาลเอกชนได้

ซึ่งก็เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้ว ว่าค่ายาในโรงพยาบาลเอกชน กับร้านขายยา ข้างนอก นั้นแตกต่างกันมาก และยิ่งถ้าเป็นราคายาในร้านขายยาประเภทร้านขายส่งด้วยแล้ว ยิ่งแตกต่างกันสุดขั้วทีเดียว

สำหรับเวชภัณฑ์ที่จำเป็น กระทรวงพาณิชย์ก็เตรียมเข้าไปติดตามดูแลโครงสร้างต้นทุน เช่น ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ถุงมือยาง ชุดตรวจ ATK เป็นต้น

การควบคุมต้นทุน ราคายาและเวชภัณฑ์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและป้องกันการตั้งราคาที่เกินความเหมาะสม โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนในหมวดเวชภัณฑ์ได้ถึง 1,100 ล้านบาทต่อปี

ไม่เพียงแค่โรงพยาบาลเอกชนกว่า 300 แห่งที่เข้าร่วมและเป็นเป้าหมายหลักเท่านั้น แต่กระทรวงพาณิชย์ก็เตรียมดึงร้านขายยา กว่า 20,000 แห่ง เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

กระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าหมายว่า จะเริ่ม Kick off ภายใต้ชื่อโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ โดยทุกโรงพยาบาลและร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ จะมีป้ายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ

ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ได้เข้ามาติดตามดูแลควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเริ่มต้นในช่วงปลายรัฐบาลยุค คสช. โดยกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมตั้งแต่ปี 62

มาตรการที่บังคับใช้ คือ การเป็นสินค้าและบริการควบคุม คือ1.ยารักษาโรค เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค และบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล

2.การแจ้งราคา : โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย ต้องแจ้งราคาซื้อและราคาจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงอัตราค่าบริการทางการแพทย์บางรายการ ให้แก่กรมการค้าภายใน

3.การแสดงราคาและทางเลือก : โรงพยาบาลต้องแสดงคิวอาร์โค้ด หรือช่องทางอื่น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาซื้อ-ขายยาและเวชภัณฑ์ได้

ขณะที่โรงพยาบาลต้องประเมินค่ารักษาเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยทราบเมื่อร้องขอ และโรงพยาบาลต้องออกใบสั่งยาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อยานอกโรงพยาบาลได้ หากไม่ประสงค์จะซื้อจากโรงพยาบาล

เรียกได้ว่า!! การเข้ามาจับปัญหาปากท้องประชาชนคนไทย โดยเฉพาะเรื่องค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ที่ติดอยู่ในใจคนไทย เช่นนี้ หากทำสำเร็จเห็นผลเป็นที่ประจักษ์ ก็เชื่อได้ว่า คะแนนเสียงที่จะเทไปที่พรรคภูมิใจไทย คงล้นหลาม!

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่