ความเห็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล หลัง ป.ป.ช. เตรียมชี้มูลคดี สส.พรรคก้าวไกล ในคดีเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112  ในช่วงปลายปีนี้ แล้วเป็นห่วงเนื้อหา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ที่พรรคสีส้มพยายามผลักดันไม่ได้จริง ๆ แม้การทำกฎหมายแม่บท ในการปกครองประเทศ จะผ่านความเห็นของ ... ก็ตาม

อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุว่า การที่นักการเมืองและประชาชน มีจริยธรรมเป็นเรื่องดี แต่การเอาจริยธรรมมาประหัตประหารทางการเมืองตลอดชีวิตไม่ถูกต้อง หากไม่ได้สัดส่วน มีตำรวจจริยธรรมแล้วไม่มีใครไปตรวจสอบตำรวจจริยธรรม ก็อาจจะเป็นอันตรายกับประชาธิปไตย และยังบอกต่ออีกว่า  ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชน จะถูกทำลายอีกครั้ง เหมือนพรรคก้าวไกลและอนาคตใหม่

อยากบอก นายพิธา ไม่มีใครทำลายพวกคุณได้ ถ้าไม่ทำลายตนเอง เหมือนที่พรรคก้าวไกล เคยมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ในการหาเสียงเลือกตั้งปี 66 ทั้งที่มาตราดังกล่าว มีไว้เพื่อปกป้อง คุ้มครองสถาบัน  อีกทั้งในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อบรรดาสามนิ้ว ถามหาจุดยืนอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล

เมื่ออยากเอาใจมวลชน ที่คอยเชียร์พรรคสีส้ม เลยติดสติกเกอร์ในช่องความเห็น ให้ยกเลิกมาตรา 112  และในที่สุดเมื่อเรื่องไปถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล

ตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยระบุว่า เพื่อหวังผลคะแนนเสียง และชนะการเลือกตั้ง เป็นการมุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน ผู้ถูกร้องมีเจตนา เซาะกร่อนบ่อนทำลาย สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือทำให้อ่อนแอลง อันนำไปสู่การ ล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด

ยิ่งย้อนไปในช่วงกระบวน การสรรหา สว. ยังจำภาพ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจประธานคณะก้าวหน้า เดินสายไปทั่วประเทศ เรียกร้องให้เครือข่าย ลงสมัคร คัดเลือกเป็น สว. โดยเป้าหมายคือให้มีตัวแทนไปผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พลาดเป้าเพราะคนที่ลงสมัคร ต่างมุ่งที่จะเป็น สว. ไม่ช่วยเทคะแนน ให้พวกพ้อง  พูดง่าย ๆ ว่าหักหลังกันเอง แต่ก็ยังมี สว.สีส้มหลงเหลืออยู่ในวุฒิสภา

เชื่อได้เลยเมื่อถึงขั้นตอน การเลือก ... แม้จะไม่ได้เลือกโดยตรง แต่บรรดา เครือข่ายพรรคสีส้ม ต้องพยายามหาช่องทางผลักดัน คนของตัวเอง เข้าไปมีส่วนใน ยกร่างรัฐธรรมนูญแน่ เพื่อผลักดันในประเด็นที่อยากแก้ไข ทั้งเรื่องของอำนาจองค์กรอิสระ และกระบวนการตรวจสอบนักการเมือง ที่แน่ ๆ ในประเด็น เรื่องจริยธรรม และ ความซื่อสัตย์สุจริต ต้องถูกตัดทิ้งแน่ ๆ

อีกทั้งก่อนหน้านี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุโฆษกพรรคประชาชน เคยให้ความเห็นไว้ในเวทีเสวนา งานสัมมนา เรื่อง Law Lab : สัมมนาวิชาการ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ   สำหรับการ แก้ปัญหาให้องค์กรอิสระ และ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย “ไม่ใช่เรื่องง่าย” ต้องได้รับ 3 ไฟเขียว ไม่ใช่เพียงเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา

ไฟเขียวที่ 1 ต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ของสมาชิกรัฐสภา ไฟเขียวที่ 2 ต้องได้เกินกึ่งหนึ่งของ สส.รัฐบาล ไฟเขียวที่ 3 ต้องได้เกินกึ่งหนึ่ง ของสส.ฝ่ายค้าน “พูดง่าย ๆ คือ ใครจะไปนั่ง อยู่ในองค์กรอิสระ ได้ ต้องได้ไฟเขียวจากทั้ง ฝั่งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ สมาชิกรัฐสภา

นั่นหมายความว่า จะดึงฝ่ายการเมือง เข้ามาสรรหาองค์กรอิสระ เปิดช่อง ให้แทรกแซงได้ อาจซ้ำรอยรัฐธรรมนูญปี 40   กระบวนการตรวจสอบ ง่อยเปลี้ยเสียขา เวลามีการเลือกองค์กรอิสระครั้งใด มักเกิดกระบวน การบล็อกโหวต เพราะเปิดโอกาสให้พรรคการเมือง เข้ามี ส่วนรวมสรรหา จึงเป็นช่องทางให้พรรคร่วมรัฐบาล ตั้งคนของตัวเองเข้าไปอยู่ ในองค์กรอิสระ

เชื่อว่าในที่สุด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาชน  ต้องถูกจับตามองมาก และเชื่อว่าในที่สุดช่วงการให้ความเห็นชอบในวาระ 3  ประเด็นต่าง ๆ และเนื้อหาที่เครือข่ายพรรคสีส้มให้ความเห็นไว้ จะถูกขุดออกมา และนำมาชำแหละและตีแผ่ ยิ่ง นายณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยังยืนยัน จะเดินหน้าแก้ไขมาตรา 112  วิบากกรรมคงตามมาเยือนพรรคสีส้มอีกครั้ง.

“เขื่อนขันธ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่