ในโลกอาชญากรรมยุคใหม่ ไม่มีอะไรสะท้อนถึงความพยายามขุดรากถอนโคนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้ชัดเจนเท่ากับปฏิบัติการครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐ ที่พุ่งเป้าเข้าโจมตีเครือข่ายของ นายเฉิน จื้อ (CHEN ZHI) หรือ วินเซนต์ (Vincent) วัย 37 ปี นักธุรกิจ 3 สัญชาติ สหราชอาณาจักร กัมพูชา และจีน ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group Holding Company (Prince Group) กลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา และมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับตระกูลผู้นำกัมพูชาในปัจจุบัน
หน้าฉาก กลุ่มบริษัท Prince Group เป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ในกัมพูชาที่ประกอบกิจการหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศ มีทั้งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน การธนาคาร ซึ่งมีการก่อตั้งธนาคาร Prince เป็นธนาคารพาณิชย์ในกัมพูชาเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน แต่หลังฉาก รัฐบาลสหรัฐตีตราว่าคือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นเครือข่ายสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ การฉ้อโกง การฟอกเงิน และบ่อนออนไลน์ผิดกฎหมาย
ขณะที่ภาพของ “เฉิน จื้อ” คือนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ มีฐานะทางสังคมสูงและเจิดจรัสอยู่ในแวดวงธุรกิจและการเมืองของกัมพูชา ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “เนียก ออกญา เฉิน จื้อ” เคยเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวอดีตนายกฯฮุน เซน และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อหลายปีก่อนยังขยายการลงทุนของ Princes Group ตั้งบริษัทจินเปย์ กรุ๊ป (Jinbei Group) ร่วมกับ ซอร์ ซกคา (Sor Sokha) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาคนปัจจุบัน และยังเป็นประธานคณะกรรมการต่อต้านการค้ามนุษย์ ในเมืองสีหนุวิลล์ อีกด้วย
ปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายเฉิน จื้อ ไม่ใช่แค่การจับกุมอาชญากรไซเบอร์ทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณจากรัฐบาลวอชิงตันว่ายุคของการมองข้าม “ทุนสีเทา” ที่อยู่เบื้องหลังการค้ามนุษย์และการหลอกลวงครั้งใหญ่ต้องสิ้นสุดลงได้แล้ว ปฏิบัติการนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) ที่มีเป้าหมายคือการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของอาชญากรและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่ง Prince Group ถูกตีตราว่าเป็นหนึ่ง “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” (Transnational Criminal Organization – TCO) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
“เฉิน จื้อ” และ อาณาจักร Prince Group ถูกเปิดโปงต่อนานาชาติ หลังสหรัฐยึดบิตคอยน์ 127,000 เหรียญ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.9-5.5 แสนล้านบาท ที่เชื่อว่าเป็นผลกำไรโดยตรงจากการหลอกลวง “Pig Butchering Scam” (สแกมเชือดหมู) ศัพท์แสลงของอาชญากรจีนที่ใช้อธิบายวิธีการที่นักต้มตุ๋นสร้างความสัมพันธ์เสมือนจริงเพื่อหลอกให้เหยื่อลงทุนในแพลตฟอร์มปลอมๆ เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือการหลอกลงทุนคริปโต การยึดทรัพย์ครั้งนี้ถือเป็นการยึดทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหราชอาณาจักร ประกาศอายัดอสังหาริมทรัพย์ 19 แห่งในกรุงลอนดอน และทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่ารวมมากกว่า 130 ล้านปอนด์ หรือราว 5,900 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายของเฉิน จื้อ อาทิ คฤหาสน์หรูในย่านแพงที่สุดของลอนดอน อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ เรือยอชท์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ขณะที่บางกระแสระบุว่ามีภาพวาดปิกัสโซ ถูกอายัดไว้ด้วย

การตั้งข้อหา เฉิน จื้อ ของสหรัฐ ในความผิดฐานฉ้อโกงและฟอกเงิน เป็นการยืนยันว่ากำไรมหาศาลนี้สร้างขึ้นบนความทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงานในศูนย์หลอกลวงที่มีลักษณะเป็นค่ายกักกันในกัมพูชา ซึ่งเหยื่อจะถูกทารุณกรรมและถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรม
พฤติการณ์ของเครือข่ายเหล่านี้ มักใช้โฆษณางานปลอมๆ ในสายเทคโนโลยีล่อลวงคนจากกว่า 60 ประเทศให้เข้ามาทำงานในศูนย์หลอกลวงซึ่งจริงๆ คือค่ายกักกัน เมื่อเหยื่อเดินทางมาถึงจะถูกยึดพาสปอร์ตและบังคับให้ทำงานหลอกเงินคนอื่นทางออนไลน์ หากขัดขืนก็ถูกทำร้ายหรือลงโทษอย่างรุนแรง ศูนย์เหล่านี้จึงเชื่อมโยงทั้งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ การฉ้อโกง การฟอกเงิน และบ่อนออนไลน์ผิดกฎหมาย
การยึดทรัพย์สินที่ได้จากอาชญากรรมมูลค่ามหาศาลนี้ เป็นการยืนยันว่าอาชญากรรมไซเบอร์ได้สร้าง “จักรวรรดิทุนสีเทา” ที่ยิ่งใหญ่กว่าธุรกิจยาเสพติดแบบดั้งเดิมไปแล้ว
ขณะที่ปฏิบัติการยึดทรัพย์เป็น “การลงโทษ” ตามกฎหมายที่มีอยู่ แต่รัฐบาลวอชิงตันกำลังเตรียม “อาวุธใหม่” เพื่อป้องกันไม่ให้ “เฉิน จื้อ” คนต่อไปเกิดขึ้นอีก นั่นคือ ร่างกฎหมาย H.R. 5490 หรือ “Dismantle Foreign Scam Syndicates Act” ที่กำลังพิจารณาอยู่ในรัฐสภาสหรัฐ ซึ่งถูกตราขึ้นมาเพื่อตอบโต้อาชญากรรมข้ามชาติที่หลอกลวงและใช้แรงงานทาสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในเอกสารร่างกฎหมายฉบับนี้ มีบัญชีรายชื่อบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติจำนวนมาก เพื่อใช้มาตรการคว่ำบาตรในการตอบโต้ “เฉินจื้อ” คือหนึ่งในนั้นในฐานะผู้บงการเบื้องหลังอาณาจักรอาชญากรรมไซเบอร์, สมคบคิดฉ้อโกงทางโทรศัพท์และฟอกเงิน, การค้ามนุษย์และการบังคับใช้ รวมทั้งบุคคลและผู้สมคบคิดคนอื่นๆ ขณะที่ Prince Group ถูกกำหนดให้เป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) และเป็นแหล่งฉ้อโกงคริปโตขนาดใหญ่
ที่สำคัญยังมีรายชื่อของ Huione Group กลุ่มธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ของกัมพูชา และ “ฮุน โต” (Hun To) หลานชาย “สมเด็จฮุน เซน” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันว่าเขาอยู่ในฐานะกรรมการของ Huione Pay บริษัทในเครือซึ่งมีการให้บริการหลากหลาย บริการชำระเงินออนไลน์ แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งสหรัฐขึ้นแบล็กลิสต์ Huione Group ไว้ฐานเป็นศูนย์กลางฟอกเงินแก๊งคอลเซนเตอร์ แม้ต่อมาในเดือนมีนาคม 2025 ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาจะเพิกถอนใบอนุญาตของ Huione Pay ด้วยเหตุผลว่าละเมิดกฎระเบียบ
นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อบางคนที่ตกเป็นข่าวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แต่หน่วยงานของทางการไทยได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่า “ขาวสะอาด” ไม่พบเกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมาย
เป้าหมายและสาระสำคัญของ ร่างกฎหมาย H.R. 5490 คือ “จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ” (Interagency Task Force) ที่มีอำนาจมหาศาลในการต่อต้านอาชญากรและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อถอนรากถอนโคนและปิดศูนย์อาชญากรรมข้ามชาติเหล่านั้นที่อยู่เบื้องหลังอาชญกรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์หลอกลงทุนปลอมๆ โรแมนซ์สแกม ไปจนถึงการค้ามนุษย์ที่แฝงตัวอยู่ในเครือข่าย
ที่สำคัญคือไม่ได้ต้องการแค่จับกุมตัวอาชญากรเหล่านั้น แต่ต้องการ “ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน” ขององค์กร โดยให้อำนาจคณะทำงานพิเศษใช้ศักยภาพทางไซเบอร์เชิงรุกเพื่อโจมตีและทำลายโครงสร้างเทคโนโลยีของแก๊งสแกมเมอร์โดยตรง รวมทั้ง “มาตรการทางการทูต” กดดันรัฐบาลต่างชาติที่อาจเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดผ่านมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งกัมพูชาอาจต้องเผชิญกับชะตากรรมนี้ในอนาคตอันใกล้

แม้ว่าการติดตามจับกุมตัว “เฉิน จื้อ” ที่หลบหนีไปจะยังไม่สำเร็จ แต่ H.R. 5490 คือกฎหมายสำคัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อ ทำสงครามกับทุนสีเทา โดยมอบ “อาวุธทรงพลัง” ที่เป็นทั้งเครื่องมือทางการเงิน ทางไซเบอร์ และทางการทูตที่จำเป็น เพื่อทำลายอาณาจักรที่สร้างขึ้นจากหยาดน้ำตาของเหยื่อ ซึ่งเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการปกป้องพลเมืองอเมริกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปพร้อมๆ กัน …ตอนนี้ก็คงได้แต่เฝ้ารอว่าร่างกฎหมายนี้จะผ่านสภาคองเกรสออกมาใช้ได้เมื่อไหร่!?
———————-
Special Report




