รู้เป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “ฮุน เซน” ผู้มีอำนาจสูงสุดในกัมพูชา ดูไม่ดีเอาเลย คงเป็นเพราะการใช้ อำนาจที่ผ่านมา ทำให้ประเทศที่เป็นแหล่งพักพิง เป็นที่รังเกียจ ของชาวโลก จากเหตุไม่จริงจัง กับการจัดการธุรกิจผิดกฎหมาย จนทำให้เขมรกลายเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก
เหมือนกับ วิบากกรรม กับคนที่เคยรัก “ทักษิณ ชินวัตร” ที่นอกจากจะสูญเสีย การครอบครอง อำนาจรัฐ ยังต้องกลับไปถูกจองจำ เพื่อยอมรับกับ สิ่งที่ได้กระทำไว้ จนหลายคนเชื่อว่า “ระบอบทักษิณ” กำลังหมดพลัง ในการเข้ามามีอิทธิพลในการเมืองไทย ตอกย้ำให้สังคมได้เห็นว่า ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถ้าหากทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพียงแต่ “ฮุน เซน” สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นกับชาวโลก
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 ก.ย.68 คณะกรรมการตรวจสอบเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐ–จีน เผยแพร่รายงาน กัมพูชาเกี่ยวข้อง กับศูนย์ฉ้อโกง ที่กำดับดูแลโดยจีนเทา ที่ปฏิบัติการในภูมิภาค ซึ่งรวมถึง ไทย, ลาว และ เวียดนาม โดยมีรายงานว่า เครือข่ายเหล่านี้เล็งเป้าเล่นงาน พลเมืองสหรัฐ ก่อความเสียหายแค่ปี 67 ปีเดียว 5,000 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ องค์การนิรโทษกรรมสากล เปิดเผยรายงานในเดือน มิ.ย. 68 คาดการณ์ว่ามี ผู้คนกว่า 120,000 ราย ในกัมพูชา ที่ถูกกักขังและบังคับทำงานให้กับ องค์กรอาชญากรรม ที่ดูแลศูนย์สแกมเมอร์ออนไลน์ทั่วโลก
ยิ่งได้เห็นภาพ “คิม จีนา” รมช.ต่างประเทศคนที่สอง พร้อมทีมเฉพาะกิจ ของเกาหลีใต้ เดินทางไปประเทศกัมพูชาแล้ว เพื่อร่วมมือกับกัมพูชาจัดการ ขบวนการสแกมเมอร์ และนำตัวชาวเกาหลีใต้ 61 รายที่ถูกหน่วยตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชาควบคุมตัวและกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ขบวนการอาชญากรรม ข้ามชาติกลับประเทศ
หลังเกิดกรณีการเสียชีวิตของ “นายปาร์ค มิน–โฮ” วัย 22 ปี ซึ่งเดินทางไปประเทศกัมพูชา เมื่อกลางเดือน ก.ค. โดยบอกกับครอบครัวว่า จะเดินทางไปเพื่อ ร่วมงานนิทรรศการ แต่กลับถูกหลอกไปทำงานใน ศูนย์สแกมเมอร์กัมพูชา จากการสอบสวน และชันสูตร พลิกศพพบว่า นักศึกษารายนี้เสียชีวิต จากการ ถูกทรมานอย่างรุนแรง
มีรอยฟกช้ำ หลายจุดบนร่างกาย แสดงให้เห็นถึง การถูกทำร้ายร่างกาย มาอย่างยาวนาน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาเลวร้าย ที่เกิดขึ้นใน ประเทศเพื่อนบ้านเรา ก่อนหน้านี้ทางการไทยก็เคยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ ที่ถูกหลอกให้ไป ทำงานที่ผิดกฎหมาย แต่มักมีข่าวเวลาทางการไทยขอความร่วมมือกับการดำเนินคดี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากกัมพูชา
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ได้ประกาศริบทรัพย์ “เฉิน จื้อ” นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชาวจีนในกัมพูชา ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่ม บริษัท Prince Holding Group (Prince Group) โดยยึดบิตคอยน์ที่ถือครองอยู่ในกระเป๋าคริปโท มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.8 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา
โดย “เฉิน จื้อ” อยู่ระหว่างการหลบหนี ถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิด ฉ้อโกงผ่านการโอนเงินและฟอกเงิน ใน ฐานะผู้บงการ อยู่เบื้องหลังบริษัท Prince Group ซึ่งเป็น กลุ่มธุรกิจข้ามชาติ ที่มีฐานใหญ่อยู่ในกัมพูชา และเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินผ่าน การพนันออนไลน์ สื่อลามกออนไลน์
บริษัทดังกล่าว เป็นศูนย์รวม “การฉ้อโกง” ที่มีการบังคับใช้แรงงานชาวต่างชาติ ซึ่งถูกล่อลวงเข้ามาทำงาน และถูกกักขัง โดยไม่สมัครใจ ในกัมพูชา ด้วยกลวิธีฉ้อโกง ให้ร่วมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือที่เรียกว่า “การหลอกลวงแบบเชือดหมู” (Pig Butchering Scam) สามารถดูดเงิน “เหยื่อ” ได้ หลายพันล้านดอลลาร์ จากสหรัฐและทั่วโลก
“เฉิน จิื้อ” ยังได้รับ บรรดาศักดิ์ออกญา มีตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี ในฐานะ ที่ปรึกษาของ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และ ที่ปรึกษาของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา คำถามคือทำไมคนใกล้ตัว “ฮุน เซน” มักจะเกี่ยวข้องกับ ธุรกิจสีเทา
จาก ปัญหาความขัดแย้ง กับประเทศไทย ผลพวงจาก ศูนย์กลางสแกมเมอร์ ชาติมหาอำนาจ ตามเช็กบิลเครือข่าย หรือถึงเวลาแล้ว ที่ระบอบฮุน เซน จะล่มสลาย.
“เขื่อนขันธ์”



