ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต่างเศร้าอาลัยยิ่งต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” พระผู้ทรงเป็น “สมเด็จแม่แห่งแผ่นดินไทย” พระผู้ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระทัยเมตตาล้นพ้นยิ่งต่อปวงไทย…
ทรงเป็น “สมเด็จแม่แห่งปวงไทย”
“ปวงไทยสูญเสียครั้งใหญ่” อีกครั้ง…
“สมเด็จพระพันปีหลวง” ทรงเป็นที่รักเทิดทูนยิ่งของปวงไทย การ “เสด็จสู่สวรรคาลัย” ของพระองค์ท่าน ยังมาซึ่งความโศกเศร้าของปวงไทยทั้งแผ่นดิน ทั้งนี้ แม้ความโศกเศร้าอาลัยเป็นปฏิกิริยาปกติของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญกับการสูญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง อย่างไรก็ดี ณ ที่นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลที่ในยามนี้คนไทยก็น่าจะได้ตระหนัก เพื่อประคองตนเองและคนรอบข้าง เพื่อให้สามารถ “ก้าวผ่านห้วงเวลาแห่งความโศกศัลย์”…
เพื่อให้ก้าวต่อไปได้อย่างเข้มแข็งใจกาย
และ“เพื่อมีพลังทำความดีน้อมถวาย”
สำหรับข้อมูลที่นำมาสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ เสมือน “คู่มือเข้าใจความสูญเสีย” เป็นข้อมูลในทางวิชาการด้านจิตวิทยา เป็นส่วนหนึ่งจากชุดข้อมูลที่เผยแพร่อยู่ใน เว็บไซต์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งของบทความสารคดีทางวิทยุ รายการจิตวิทยาเพื่อคุณ–วิทยุจุฬาฯ FM 101.5 MHz โดย ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ แขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ โดยใช้ชื่อบทความเรื่องนี้ว่า… “4 ระยะของความโศกเศร้า…เมื่อต้องสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก”ที่เผยแพร่ไว้ในแหล่งข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2565 ซึ่งมีการให้แนวทางที่เป็นประโยชน์กับประชาชนทั่วไป…
เป็นแนวทางให้ “เข้าใจความสูญเสีย”

ในบทความนี้ ผศ.ดร.ณัฐสุดา อาจารย์แขนงจิตวิทยาการปรึกษา อธิบายไว้ถึง “ภาวะของจิตใจยามสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก” ด้วยการเปรียบเทียบง่าย ๆ เพื่อให้คนทั่วไปสามารถทำความเข้าใจและเห็นภาพภาวะนี้ได้ง่ายและชัดเจน โดยระบุไว้ว่า… ทุกคนต่างก็คงมีใครหรือมีอะไรที่ทำให้คิดถึง ซึ่งความคิดถึงนั้นสามารถแบ่งง่าย ๆ ได้เป็นสองแบบคือ หนึ่ง “คิดถึงแล้วใจฟู” กับสอง “คิดถึงแล้วใจแฟ่บ” โดยความคิดถึงแบบที่สองเป็นความคิดถึงที่เกิดขึ้นมาแล้วใจแฟ่บลง ซึ่งมาจากการที่คิดถึงสิ่งที่เรารักและผูกพัน แต่ไม่มีโอกาสจะได้พบ ได้ไป หรือได้เห็นสิ่งที่เราคิดถึงอีก กล่าวง่าย ๆ ก็คือ “คิดถึง…แต่ไม่มีสิ่งเหล่านั้นแล้ว”
ทั้งนี้ “ความรู้สึกที่ตามมาจากการสูญเสียในสิ่งที่เป็นที่รัก” บางครั้งเราก็เรียกว่า “ความโศกเศร้า”ที่เป็นการตอบสนองแบบหนึ่งของคนเราต่อความสูญเสีย โดยความเศร้าโศกสามารถแสดงออกมาได้ทั้งทางพฤติกรรมภายนอก เช่น ร้องไห้ เหม่อลอย หรือเป็นพฤติกรรมภายใน เช่น ความรู้สึกหวนหา หรือคิดย้อนระลึกถึงวันคืนเก่า ๆ อย่างไรก็ตาม การแสดงออกทั้งภายในและภายนอกดังกล่าว แต่ละคนก็จะมีการแสดงออกที่แตกต่างกันไป โดยเรื่องนี้เป็นที่สนใจของนักจิตวิทยา จึงมีการศึกษาเกี่ยวกับความรู้สึกโศกเศร้านี้ เพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกที่คนเราต้องเผชิญเมื่อต้องสูญเสียในสิ่งอันเป็นที่รัก
อนึ่ง จากการศึกษา…ทางนักจิตวิทยาได้มีการแบ่ง“ระยะของความเศร้าโศก” ไว้เป็น “4 ระยะ” กล่าวคือ… 1.ระยะของการไม่ยอมรับเป็นระยะแรกที่บุคคลเริ่มรับรู้ถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยปฏิกิริยาตอบสนองแรก ๆ คือพยายามไม่ยอมรับความจริง ซึ่งเป็นกลวิธีการยืดเวลา ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการความเศร้าโศก เพื่อช่วยให้คนมีเวลาฟื้นความรู้สึก และเพื่อทำใจยอมรับ, 2.ระยะของการเริ่มต้นยอมรับความจริงแม้ใจอยากปฏิเสธความจริง แต่ความจริงก็มาย้ำให้รับรู้ว่าได้สูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักไปแล้ว ซึ่งเมื่อความจริงมาปรากฏบ่อย ๆ ก็จะหันมาเผชิญความจริง โดยสิ่งที่จะเกิดคือความรู้สึกเจ็บปวด เป็นอาการเบื้องต้นที่จะเกิดขึ้น ซึ่งแม้ระยะนี้อาจมีอารมณ์รุนแรงเนื่องจากความจริงที่เจ็บปวด แต่ก็พร้อมจะก้าวสู่ระยะต่อไป
ถัดมา3.ระยะของการยอมรับความจริง ระยะนี้เป็นระยะที่จะมีการตระหนักและยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น โดยจะไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับ แต่จะเป็นแบบค่อย ๆ ตระหนักถึงความสูญเสีย และยอมรับถึงความสูญเสียภายใต้ความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ซึ่งอารมณ์เช่นนี้บางครั้งก็อาจจะส่งผลตามมาต่ออาการทางกายด้วย เช่น บางทีอาจจะทำให้นอนไม่หลับ ไม่อยากอาหาร ซึ่งสารพัดอาการทางใจและทางกายที่เกิดขึ้นนี้เป็นกลไกของมนุษย์ที่พยายามเหนี่ยวรั้งให้สิ่งที่รักนั้นอยู่กับตัวเองให้นานที่สุด
และ 4.ระยะของการกลับเข้าสู่ภาวะปกติเป็นภาวะที่คนที่สูญเสียสิ่งที่รักจะเริ่มที่จะปรับตัวเอง และจัดระบบการดำเนินชีวิตใหม่ ให้เข้ากับการที่ต้องอยู่โดยไม่มีสิ่งที่รักแล้ว ซึ่งฟังดูเหมือนไม่ซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วบางคนกว่าจะก้าวถึงขั้นนี้ได้อาจต้องใช้เวลาเป็นปี หรือหลายปี ซึ่งการที่คนเราจะปรับตัวเองกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับใจเป็นหลัก ขณะที่คนรอบข้างก็สำคัญในการช่วยให้มีกำลังใจ และพยายามกลับสู่ภาวะปกติ …เหล่านี้เป็นคำอธิบายในบทความดังกล่าว กับ “4 ระยะความโศกเศร้า” เพื่อให้เข้าใจความเศร้าโศกที่เป็นผลจาก “ความสูญเสีย” ที่เวลานี้ประชาชนคนไทยต่างก็กำลังเผชิญ
น่าเข้าใจ “การสูญเสียนำสู่ความเศร้า”
โดย “ตอนหน้ามาดูถึงวิธีการปรับใจ”
เพื่อ “ให้มีพลังทำความดีน้อมถวาย”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



