ทั้งนี้ จาก “สงครามอิหร่าน” ที่ลากยาวหลายสัปดาห์ก็ยังไม่มีวี่แววที่สหรัฐและอิสราเอลจะเผด็จศึกอิหร่านได้เบ็ดเสร็จง่าย ๆ อย่างที่คุย ๆ ไว้ ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับ “กลยุทธ์สู้ของอิหร่าน” ที่นำมาใช้ ที่ “สามารถต้านทานได้อย่างเหนียวแน่น” จนทำให้สหรัฐและอิสราเอลต้องปวดหัวอย่างหนัก!!…

มีคนเปรียบอิหร่านเป็น “มวยสายหิน”

หิน “แม้ศักยภาพอิหร่านเป็นรองมาก”

ที่ถ้าเป็นภาษามวยเรียกว่า “งัดไม่ลง!!”

เกี่ยวกับการ “ไขรหัสกลยุทธ์” ที่ทำให้ “อิหร่านเป็นมวยหิน” จนสหรัฐและอิสราเอลงัดไม่ลง ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล เป็นข้อมูลจากบทความ “ยุทธศาสตร์โมเสก…ศิลปะการป้องกันประเทศของอิหร่าน”ซึ่งมีการเผยแพร่ใน เฟซบุ๊กสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ฉายภาพ “หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่อิหร่านใช้เพื่อต่อกรกับสหรัฐและอิสราเอล” นั่นคือยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า… “ยุทธศาสตร์โมเสก (Mosaic Defense Strategy)”ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่อิหร่านใช้ ที่เหมือนกับ…

ต่อโมเสกชิ้นเล็ก ๆ เป็นภาพใหญ่”

รายละเอียดเป็นเช่นไร? ลองมาดู

ในบทความดังกล่าวนั้น ได้ฉายภาพเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์โมเสก” ที่ว่านี้ไว้ว่า… ยุทธศาสตร์นี้เปรียบเหมือนการ รวมกลุ่มหน่วยทหาร หรือเครือข่ายเล็ก ๆ มาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อเป็น“ความมั่นคงการทหารและการป้องกันประเทศ” โดยมี “จุดเด่นสำคัญ 4 ด้าน” กล่าวคือ… 1.กองกำลังติดอาวุธกระจายหลายพื้นที่ ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน, 2.ระบบสั่งการกระจายอำนาจ, 3.ความสามารถทำสงครามอสมมาตร หรือใช้ยุทธวิธีนอกแบบ, 4.มีขีปนาวุธที่ผลิตได้เอง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งหมดอยู่ภายใต้ “ยุทธศาสตร์โมเสก” ที่ทำให้อิหร่านแกร่ง จนโลกต้องฉงน

ข้อมูลในบทความเดิมระบุไว้อีกว่า… องค์ประกอบที่ว่านี้คือ “หัวใจการป้องกันประเทศของอิหร่าน” ที่ทำให้อิหร่านประสบความสำเร็จในการทำศึกมาแล้ว ทั้งสงครามอิหร่าน-อิรัก ระหว่างปี 2523-2531 รวมถึงเป็น หลักการรบของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มาตั้งแต่ปี 2548 โดยอิหร่านได้ ออกแบบยุทธศาสตร์โมเสกมาเพื่อใช้รับมือกับสหรัฐโดยเฉพาะด้วยการศึกษาปัจจัยที่ทำให้สหรัฐได้เปรียบอิรัก และอัฟกานิสถาน โดยพบว่า… การบัญชาการการรบและสงครามแบบศูนย์รวมไม่เป็นผลดีต่อการรับมือสหรัฐ จึงได้ออกแบบรูปแบบและระบบใหม่ขึ้นมา จนเป็น “ยุทธศาสตร์โมเสก” นั่นเอง

ทั้งนี้ จากการออกแบบยุทธศาสตร์ขึ้นใหม่ ทำให้ อิหร่านสร้างระบบใหม่ที่มีจุดเด่น เช่น… 1.ทุกองค์ประกอบมีอำนาจสั่งการในการปฏิบัติการได้เอง ไม่ต้องรอคำสั่งจากหน่วยงานกลางหรือรัฐบาลเท่านั้น ทำให้หน่วยงานป้องกันประเทศไม่เผชิญภาวะสุญญากาศ แม้จะสูญเสียผู้นำ, 2.การใช้กลุ่มกองกำลังที่อิหร่านสนับสนุนเป็นแรงเสริม อาทิ กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ กลุ่มฮามาส, 3.ความเชี่ยวชาญของหน่วยทหาร/ข่ายงานความมั่นคง ที่มีความรู้และชำนาญการปฏิบัติการด้วยยุทธวิธีใน “สงครามอสมมาตร”ทั้งการลอบโจมตี สงครามกองโจร สงครามจิตวิทยา และการบั่นทอนขีดความสามารถการรบและโจมตีของฝ่ายศัตรู …นี่ทำให้ศัตรูอิหร่านต้องทบทวนเองว่า…การทำสงครามจะคุ้มค่าด้านความมั่นคง การเมือง และเศรษฐกิจ หรือไม่???

นี่คือ “จุดแข็งของยุทธศาสตร์โมเสก”

ที่ “อิหร่านออกแบบพัฒนาเพื่อใช้สู้”

นอกจากนั้น ในบทความดังกล่าวยังสะท้อนไว้ว่า… อีกหนึ่งจุดแข็งของ “ยุทธศาสตร์โมเสก”นั้นอยู่ที่การ “เป็นยุทธศาสตร์ที่มีความยืดหยุ่นสูง”ซึ่งจุดนี้สะท้อนว่า… อิหร่านเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถด้านการทหารสูง และสามารถประเมินภัยคุกคามได้อย่างดี จนทำให้อิหร่านสามารถกำหนดทางเลือกในการตอบโต้ให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ก็มีการชี้ “จุดอ่อน” ยุทธศาสตร์นี้ ว่าก็มี “จุดเสี่ยง” เช่นกัน นั่นก็คือ… แม้ยุทธศาสตร์โมเสกจะมีจุดแข็งหลายด้าน แต่ก็มีจุดอ่อน หรือความเสี่ยง โดยเฉพาะถ้า “สงครามยืดเยื้อเกินไป” หรือถ้า “สหรัฐตัดช่องทางลำเลียงอาวุธสำเร็จ” ซึ่งจะทำให้หน่วยความมั่นคง หรือกองกำลังติดอาวุธ ขาดแคลนอาวุธที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติการได้เต็มที่ แม้จะยังมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความเชี่ยวชาญยุทธวิธีต่าง ๆ ก็ตาม …นี่เป็นบทวิเคราะห์ที่มีการระบุไว้

และในบทความ “ยุทธศาสตร์โมเสกศิลปะการป้องกันประเทศของอิหร่าน” ที่เผยแพร่อยู่ใน เฟซบุ๊กสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ยังมีส่วนที่วิเคราะห์ไว้ด้วยว่า… สงครามครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบยุทธศาสตร์ของอิหร่าน รวมถึงอาจส่งผลให้อิหร่านต้องทบทวนและพัฒนายุทธศาสตร์ป้องกันประเทศอีกครั้งในอนาคต เพื่อให้ขีดความสามารถการป้องกันประเทศจากการรุกรานและการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายตรงข้ามที่มี “สมรภูมิการรบ”เป็น “ภูมิภาคตะวันออกกลาง”เช่นนี้นั้น…

เป็น “สงครามแบบใหม่ไม่เหมือนเดิม”

โดย “ใช้กลยุทธ์โมเสกที่ยิ่งซับซ้อนขึ้น”

จน “คู่ต่อสู้พลิกตำราแก้เกมไม่ทัน!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์