ทั้งนี้ สถานการณ์ “วิกฤติน้ำมัน” ปี 2026 ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่าจะยุติลงเมื่อไหร่? ทำให้หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องคำนึงถึงการ “ใช้มาตรการพิเศษเพื่อรับมือ” เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งแต่ละประเทศก็มีแนวทางที่ใช้แตกต่างกันไป…
“มีโมเดลน่าสนใจ” ที่ถูกนำเอามาใช้
เพื่อที่จะ “รับมือกับวิกฤติ Oil Shock”
เกี่ยวกับ “มาตรการรับมือวิกฤติน้ำมัน” นั้น เวลานี้มีการนำมาใช้กันแล้วในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น ก็ดังที่ทราบ ๆ กันจากรายงานข่าวที่มีออกมา ส่วนจะอย่างไรต่อไป? มาตรการจะใช้ได้ผลแค่ไหน? ก็คงต้องติดตามดูกันต่อไป อย่างไรก็ตาม หากจะโฟกัส “แนวทางฉุกเฉินของประเทศต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤติน้ำมัน” ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้ลองไล่เรียงประมวลสรุปมานำเสนอโดยสังเขป โดยมีทั้งที่ใช้แนวทางรับมือแตกต่างกัน และที่ใช้มาตรการคล้าย ๆ กัน…
“แนวทางฉุกเฉินรับมือวิกฤติน้ำมัน”
มาดูกัน…“มีแบบไหน? เช่นไรบ้าง?”
ดูที่ ญี่ปุ่น จากที่มีข่าวนั้นมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือวิกฤติน้ำมัน หลัก ๆ มีอาทิ… อุดหนุนราคาน้ำมันเบนซิน ไม่ให้เกิน 170 เยนต่อลิตร และ พิจารณาการคุมราคาน้ำมันเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจในประเทศเกิดชะงักงัน, เกาหลีใต้ นำมาตรการเกี่ยวกับการ รักษาระดับเพดานราคาน้ำมัน มาใช้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี ที่ได้นำมาตรการนี้มาใช้
จีน ใช้มาตรการพิเศษโดยการ สั่งให้โรงกลั่นระงับการส่งออกน้ำมัน เพื่อเก็บไว้ใช้ในประเทศ รวมถึงมีการ ปรับราคาขายปลีกน้ำมัน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริง, อินโดนีเซีย รับมือปัญหาด้วยการ ทุ่มงบอุดหนุน คิดเป็นเงินบาทกว่า 7 แสนล้านบาท และ เร่งผลักดันกำลังผลิตไบโอดีเซล B50 ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ, เวียดนาม รับมือด้วยการนำมาตรการ ระงับเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันชั่วคราว มาใช้เป็นพิเศษ และ รณรงค์ให้ประชาชนใช้จักรยานหรือขนส่งสาธารณะ แทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว รวมถึงออกมาตรการเสริมอื่น ๆ เช่น สนับสนุนการทำงานแบบ WFH ทำงานที่บ้าน เป็นต้น
ฟิลิปปินส์ ประเทศนี้ได้มีการประกาศ ให้ใช้ระบบทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ รวมถึง แจกเงินเยียวยาให้กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เกษตรกร คนขับรถสาธารณะ และก็มีคำสั่ง ให้หน่วยงานรัฐลดการใช้ไฟฟ้า ในขณะที่ ศรีลังกา และ เมียนมา ได้นำ ระบบเติมน้ำมันตามเลขทะเบียนรถ (เลขคู่-เลขคี่) มาใช้ เพื่อที่จะควบคุมปริมาณการใช้น้ำมัน
ส่วนประเทศ สิงคโปร์นอกจากทางการ ขอความร่วมมือภาคเอกชนและครัวเรือนให้ช่วยกันประหยัดไฟฟ้า แล้ว ก็ยัง สนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานได้มากขึ้น รวมถึงมีการ ออกมาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเตรียมพร้อมขยายมาตรการต่าง ๆ เพิ่ม หากวิกฤติยังคงยืดเยื้อ…
นี่เป็นแนวทาง-เป็น “มาตรการพิเศษ”
ที่ประเทศใน “เอเชีย” มีการนำมาใช้

ขณะที่ในโซน “ยุโรป” นั้น จากที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ลองไล่เรียงดู ก็พบว่า มีหลาย ๆ แนวทางที่ถูกนำมาใช้เพื่อรับมือวิกฤติน้ำมัน โดยที่กลุ่มประเทศ สหภาพยุโรป (อียู) ยังมีการ เร่งผลักดันแผนความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว ด้วย โดย มุ่งเน้นเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซและน้ำมันภายนอก ด้วยการ ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนกับพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งที่ โปแลนด์, โรมาเนีย ก็มีการ เร่งติดตั้งแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และโซลาร์เซลล์
นอกจากนั้น ในต่างประเทศนั้น เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ก็เพิ่งจะ “มีมติครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์” ด้วยการ ประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมัน โดยการเห็นชอบจากชาติสมาชิก 32 ประเทศ ที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนากลุ่ม OECD อาทิ สหรัฐ, อังกฤษ, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส, แคนาดา ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ระบายออกครั้งนี้มากกว่ากรณีวิกฤติยูเครน-รัสเซีย…
เหล่านี้เป็น “มาตรการประเทศต่าง ๆ”
มาตรการ “รับมือกับวิกฤติ Oil Shock”
ทั้งนี้ จากตัวอย่างมาตรการประเทศต่าง ๆ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ลองไล่เรียงประมวลสรุปมานำเสนอโดยสังเขปข้างต้น กับ “วิธีสู้วิกฤติน้ำมัน” กับ “มาตรการพิเศษเพื่อรับมือวิกฤติ Oil Shock” ที่แต่ละประเทศมีการนำมาใช้รับมือนั้น แม้แต่ละประเทศอาจมีแนวทางที่ต่างกัน แต่โดยหลักใหญ่ ๆ แล้วก็มี “จุดสำคัญ” คล้าย ๆ กัน คือ… มีการ “ใช้ควบคู่ทั้งมาตรการเพื่อเศรษฐกิจประเทศ และมาตรการเพื่อช่วยประชาชน” ซึ่งจุดสำคัญที่ว่านี้ประเทศไทยก็มิใช่ว่าไม่มี แต่…
ต้องรอดู…“ไทยทำได้ซัคเซสแค่ไหน?”
ที่สุดแล้ว “เศรษฐกิจไทยจะอย่างไร?”
และ “จะช่วยประชาชนได้ดีหรือไม่?”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



