ทั้งนี้ จากปุจฉาที่ค้างคาใจใครหลายคนเรื่องนี้ เมื่อสังเกตเห็นปฏิกิริยาผู้คนยุคนี้ ที่มักจะเกิด “อารมณ์ร่วมสังคม” อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุโศกนาฏกรรม หรือเหตุการณ์ร้ายแรงที่มีผลกระทบวงกว้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน อารมณ์ที่เคยมีนี้กลับเงียบหายไปอย่างรวดเร็ว นำมาสู่คำถามที่คือ “สรุปแล้วคนไทยลืมง่ายจริงหรือ?” โดยเรื่องนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาได้มีการอธิบาย และให้คำตอบไว้…
ที่ชี้ว่า… “ภาวะการลืม” เป็นกลไกปกติสมอง
แต่ถ้าภาวะนี้มีมากไป หรือเป็นต่อเนื่องนาน
กรณีนี้…สุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดปัญหาเช่นกัน!!
เกี่ยวกับ “ข้อสงสัย” นี้ กับประเด็นดังกล่าวนี้ ทาง ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนันท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต ได้สะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ถึงแม้ “การลืม” จะเป็นกลไกทางสมองที่พยายามปกป้องจิตใจเราจากความเครียดระดับสูง เช่น เมื่ออ่านข่าวที่หดหู่หรือน่ากลัวมาก ๆ สมองจะสั่งให้เราหันเหความสนใจไปยังเรื่องอื่นเพื่อเซฟตัวเอง เพื่อไม่ให้สมองและจิตใจล้าจนเกินไป แต่การที่ต้องวนเวียนมาเจอกับข่าวร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกวัน กรณีนี้จากภาวะการลืมก็อาจจะพัฒนาไปเป็น “ภาวะชินชา” หรือ Desensitization ได้ โดยเป็นกลไกทางสมองเพื่อสร้างเกราะมาป้องกันจิตใจไว้ ซึ่งข้อดีคือช่วยลดความตื่นตระหนกลงมาได้อย่างรวดเร็ว และทำให้จิตใจรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนันท์
อย่างไรก็ตาม แม้กลไกนี้จะมีผลดี แต่ในเชิงจิตวิทยาสังคมแล้ว “ภาวะชินชา” ก็สะท้อน “ความสิ้นหวังของสังคม” โดยเฉพาะเมื่อเสียงเรียกร้องความยุติธรรม หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น หรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ที่สุดท้ายปัญหาทุกอย่างยังคงวนกลับมาเป็นเหมือนเดิมต่อไปเรื่อย ๆ…
ยิ่งถ้าหากสังคมไทยก้าวเดินมาสู่ภาวะนี้
กรณีนี้น่าเป็นห่วงถึงผลกระทบที่ตามมา
ทาง ดร.นพ.วรตม์ ขยายความเรื่องนี้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… หากพิจารณาในแง่มุมเชิงจิตวิทยาสังคม ส่วนตัวกังวล 2 ข้อ จากการที่ “สังคมลืมง่าย” หรือ “คนมีภาวะชินชา” กับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยข้อแรกคือ ปัญหาความย่ามใจของผู้ที่กระทำผิด ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ทางพฤติกรรมศาสตร์ โดยมนุษย์จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านผลลัพธ์ของการกระทำ แต่เมื่อผู้กระทำความผิด คนโกง หรือผู้ที่สร้างความเสียหาย เรียนรู้และจับทางได้ว่า… สังคมไทยมีช่วงเวลาดราม่าสั้นมาก!! โดยเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน คนก็ลืมกันแล้ว เพราะมีเรื่องใหม่ ๆ มีดราม่าใหม่ ๆ เข้ามาทดแทนได้ตลอดจากระบบอัลกอริธึมบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทำให้ไม่รู้สึกกลัวเกรงบทลงโทษทางสังคม…
“คนเหล่านี้รู้ว่า… ต่อให้ทำผิดแค่ไหน แค่หลบฉากไปอยู่เงียบ ๆ รอให้เวลาผ่านไป เดี๋ยวคนก็ลืมแล้ว โดยรอให้อัลกอริทึมโซเชียลจัดการปัญหาให้ เราจึงเห็นภาพเก่า ๆ วนลูปกลับมาเสมอ ที่พอเรื่องซาลง เมื่อคนลืม คนเหล่านี้ก็สามารถกลับมายืนในสังคมได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งการที่สังคมชินชากับปัญหา หรือลืมเรื่องเลวร้ายไวเกินไปแบบนี้ ทำให้ปัญหาอาชญากรรม การคอร์รัปชัน หรือความประมาทเลินเล่อไม่เคยลดลง เพราะผลกระทบจากการทำความผิดต่ำเหลือเกิน เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ได้รับในตอนแรก” …เป็นเสียงสะท้อนของผู้เชี่ยวชาญ

ส่วนข้อกังวลถัดมา ได้แก่ ปัญหาแรงจูงใจในการปรับปรุงระบบ โดยตามปกติแล้วนั้น พลังความโกรธ และกระแสตื่นตระหนกของสังคม คือ แรงขับเคลื่อนสำคัญที่บีบให้ผู้มีอำนาจ หรือองค์กรต่าง ๆ ต้องลุกขึ้นมาแก้ไข หรืออุดรอยรั่วปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ในเมื่องสังคมอยู่ในภาวะลืมเร็ว แรงกดดันที่ควรจะมีก็จึงหายวงับไปในเวลารวดเร็ว จนอาจจะกล่าวได้ว่า… สมัยก่อนยังใช้คำว่า… วัวหายล้อมคอกได้ คือเกิดปัญหาแล้วเร่งแก้ไข แต่วันนี้ถึงแม้จะเกิดปัญหาขึ้นแล้ว แต่ปัญหาก็ถูกแก้แต่อย่างใด นั่นก็เพราะคนหันไปสนใจเรื่องอื่น ๆ แล้ว และทำให้คนที่มีหน้าที่แก้ปัญหา จึงมักจะเลือกใช้วิธีแก้แบบผักชีโรยหน้า เพื่อรอให้กระแสดราม่าผ่านไป หรือทำได้แค่ถอดบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง… ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
“พอคนในสังคมลืมเหตุการณ์เร็วไป แรงกดดันที่ควรจะเป็นพลัง ก็หายไปเฉย ๆ ซึ่งการที่คนเปลี่ยนแปลงความสนใจได้ไวเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากอัลกอริทึมของโวเชียล ที่จะป้อนดราม่าใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่เรื่องเมื่อวานทันที เหตุนี้โลกออนไลน์จึงเหมือนกับฝึกให้เราทุกคนกลายเป็นคนความจำสั้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว จนเราหลงลืมที่จะตั้งคำถามกับบางเรื่อง บางสิ่งไป” …เป็นเสียงสะท้อนของผู้เชี่ยวชาญ กับสิ่งที่น่ากังวล ถ้าหากสังคมไทย-คนไทยนั้น
“ลืมง่าย–ลืมเรื่องร้ายๆ” รวดเร็วมากเกินไป
จนไม่ทำให้ปัญหาได้รับการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ แหล่งข่าวคนเดิมชี้ว่า… เมื่อสังคมชินชา หรือผู้คนเลืมง่ายกับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง กรณีนี้ทำให้สังคมติดหล่มอยู่กับที่ เพราะการที่สังคมเกิดภาวะนี้ ทำให้ผู้มีหน้าที่แก้ปัญหา จึงใช้การแก้ปัญหาแค่เพื่อรอให้กระแสดราม่าผ่านไปเท่านั้น แต่ไม่ได้จริงจังที่จะแก้ปัญหาให้หมดไป ทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ซ้ำ ๆ สมองก็เลยทำให้คนเกิดความชินชา จนนำมาสู้ประโยคที่มักถูกนำมาใช้อธิบาย “วิธีปรับตัวเพื่ออยู่กับปัญหา” ระยะหลัง ๆ ว่า…“คนไทยลืมง่าย”
และที่สำคัญประโยคดังกล่าวนี้ ยังฉายภาพถึง “สุขภาพจิตสังคม” อีกด้วย โดยสะท้อนให้เห็นถึง “ภาวะสิ้นหวังของคน” ที่รู้สึกชินชากับเรื่องที่เกิดขึ้น และที่อันตรายมาก ๆ คือ เมื่อใดที่ที่สังคมชินชาต่อเรื่องแย่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ ปัญหาการทุจริต หรือความรุนแรง ก็ยิ่งทำให้ “จิตสำนึกร่วมหายไป” จนคนในสังคมเริ่มมองปัญหาต่าง ๆเป็นเรื่องปกติธรรมดา…
“พอมาถึงจุดที่คนในสังคมเลือกที่จะยอมจำนน เพราะสิ้นหวังกับการแก้ปัญหา หรือการเรียกร้องที่เกิดขึ้น ก็มักจะเกิดชุดความคิดหนึ่งาว่า… โวยวายก็เท่านั้น เพราะเป็นแบบนี้ตั้งนานแล้ว!! ซึ่งถ้าเดินมาถึงจุดนี้ ถือเป็นจุดอันตรายมาก เพราะเมื่อคนชินชากับเรื่องแย่ ๆ ก็จะกลายเป็นสวรรค์ของคนทำผิด และเป็นฝันร้ายของเหยื่อทันที”
นี่เป็น “ผลกระทบ” กับ “ข้อกังวล” ของ “ภาวะชินชา” จากการที่ “สังคมลืมง่าย” ที่ทาง ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนันท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต สะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ ซึ่งหากปล่อยให้สังคมไทยเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่พยายาม “เปลี่ยนมุมมอง–ปรับพฤติกรรม” ในการรับมือกับปัญหาทางสังคมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงสังคมไทยจะติดหล่มอยู่กับที่ แต่จะยิ่งทำให้สังคมไทยนั้น สุ่มเสี่ยงจะเจอปัญหาใหญ่ที่ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น…
จะมีวิธีปรับเปลี่ยน…หรืมีวิธีการทำอย่างไรนั้น
เพื่อไม่ให้เป็น “คนลืมง่าย” เป็น “สังคมลืมง่าย”
พรุ่งนี้ลองมาพิจารณาจาก “คำแนะนำ” นี้กันดู.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



